ReadyPlanet.com
dot dot
แรงงาน ข้อปฏิบัติที่น่าสนใจ article
เวลาทำงาน
  • ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • งานอันตรายตามที่กำหนดในกฏกระทรวงไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน และ 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  •  
    เวลาพัก
  • ในวันที่มีการทำงาน ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักติดต่อกันไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง ภายใน 5 ชั่วโมงแรกของการทำงาน
  • นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าให้มีเวลาพักน้อยกว่าครั้งละ 1 ชั่วโมง ก็ได้แต่ต้องไม่น้อยกว่าครั้งละ 20 นาทีและเมื่อรวมกันแล้ว
  •       ต้องไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง
  • กรณีงานในหน้าที่มีลักษณะต้องทำติดต่อกันไป หรือเป็นงานฉุกเฉินโดยจะหยุดเสียมิได้ นายจ้างจะไม่จัดเวลาพักให้ลูกจ้างก็ได้
  •       แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
     
    วันหยุดประจำสัปดาห์
  • ต้องไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน โดยมีระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน
  • ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ (ยกเว้นลูกจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย)
  • นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้า กำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์วันใดก็ได้
  • งานโรงแรม งานขนส่ง งานในป่า งานในที่ทุรกันดาร (งานประมงงานดับเพลิง) งานอื่นตามที่กฎกระทรวงฯ กำหนด นายจ้างและลูกจ้าง
  •       จะตกลงกันล่วงหน้า สะสมและเลื่อนวันหยุดประจำสัปดาห์ไปเมื่อไดก็ได้แต่ต้องอยู่ในระยะเวลา ไม่เกิน 4 สัปดาห์ติดต่อกัน
  • กรณีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่แน่นอน ให้นายจ้างประกาศวันหยุดให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันและแจ้งเป็นหนังสือ
  •       ให้พนักงานตรวจแรงงานทราบภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ประกาศกำหนด
     
    วันหยุดตามประเพณี
  • ต้องไม่น้อยกว่าปีละ 13 วัน โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย ถ้าวันหยุด ตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ให้หยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป
  • ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณี
  •  
    วันหยุดพักผ่อนประจำปี
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงาน
  • ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี
  • ถ้าลูกจ้างที่ทำงานยังไม่ครบ 1 ปี จะให้หยุดตามส่วนก็ได้
  • ให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าหรือกำหนดตามที่ตกลงกัน
  • นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าสะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีไปรวมหยุดในปีอื่นก็ได้
  •  
    การลาป่วย
  • ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง โดยได้รับค่าจ้างตามปกติปีหนึ่งไม่เกิน 30 วันทำงาน
  •  
    การลาคลอด
  • ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาคลอดก่อนและหลังคลอดครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วัน โดยให้นับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย
  •       และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง ซึ่งลาคลอดเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 45 วัน
     
    การลาเพื่อทำหมัน
  • ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาเพื่อทำหมันได้และมีสิทธิ์ลาเนื่องจากการทำหมันตามระยะ เวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนด
  •       และออกใบรับรองให้ โดยลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันลานั้นด้วย
     
    การลากิจ
  • ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างในวันลา
  •  
    การลาเพื่อรับราชการทหาร
  • ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึก วิชาทหาร หรือเพื่อทดสอบความพรั่งพร้อม
  •       โดยลาได้เท่ากับจำนานวันที่ทางการทหารเรียก และได้รับค่าจ้างตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 60 วันต่อปี
     
    การลาเพื่อฝึกอบรม
  • ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยไม่ได้รับค่าจ้างในวันลานั้น
  •  
    ค่าจ้าง
  • เป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตาม สัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ
  •       เป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน
          และรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด และวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่มีสิทธิ์ได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
  • ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
  • ถ้าไม่มีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในท้องที่ใดให้ถือว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ พื้นฐานเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของท้องที่นั้น
  •       (อัตรค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน หมายถึง อัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ)
     
    การทำงานล่วงเวลา และการทำงานในวันหยุด
  • ในกรณีที่งานมีลักษณะต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะ เสียหายแก่งานหรือเป็นงานฉุกเฉิน นายจ้างอาจให้ลูกจ้าง ทำงานล่วงเวลา
  •       หรือทำงานในวันหยุดเท่าที่จำเป็นก็ได้
  • กิจการโรงแรม สถานมหรสพ งานขนส่ง ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล และกิจการอื่นตามที่
  •       กระทรวงจะได้กำหนดนายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานใน วันหยุดเท่าที่จำเป็นก็ได้ โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นคราวๆ ไป
  • ในกรณีที่มีการทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่า สองชั่วโมง นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพัก ไม่น้อยกว่ายี่สิบนาที
  •       ก่อนที่ลูกจ้างเริ่ม ทำงานล่วงเวลา (ยกเว้นงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือเป็นงานฉุกเฉิน)
     
    ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด
  • ถ้าทำงานเกินเวลาทำงานปกติของวันทำงาน นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลา ไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตาม
  •       จำนวนชั่วโมงที่ทำหรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วย ในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงาน
  • ถ้าทำงานในวันหยุดเกินเวลาทำงานปกติของวันทำงานนายจ้างต้องจ่าย ค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตราสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง
  •       ในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำหรือตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับ ลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
  • ถ้าทำงานในวันหยุดในเวลาทำงานปกติ นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุด ให้แก่ลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของค่าจ้าง
  •       ในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุด หรือตามจำนวนผลงานที่ทำได้ สำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
          สำหรับลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของค่าจ้างในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุดหรือตามจำนวนผลงาน
          ที่ทำได้สำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
     
    สวัสดิการ
  • สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ให้นายจ้างจัดให้มี คณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการประกอบด้วยผู้แทนฝ่าย
  •       ลูกจ้างอย่างน้อยห้าคน เพื่อร่วมหารือ และเสนอแนะความเห็นแก่นายจ้างในการจัดสวัสดิการสำหรับลูกจ้าง และตรวจตรา ควบคุม ดูแลการจัด
          สวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง
  • สถานประกอบกิจการใดที่มีคณะกรรมการลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์แล้ว ให้คณะกรรมการลูกจ้างทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการ
  •       สวัสดิการในสถานประกอบกิจการ
     
    ค่าชดเชย
  • ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หากนายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ดังนี้
  •           1. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
              2. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
              3. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
              4. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน
              5. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
  • ในกรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิตการจำหน่าย หรือการบริการอันเนื่องมาจาก
  •       การนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างลง นายจ้างต้องปฏิบัติดังนี้
              1. แจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้าง ให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน
                  ทราบล่วงหน้าไม่ น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง
              2. ถ้าไม่แจ้งแก่ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลาหกสิบวัน นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทน
                  การบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงานหกสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่ง
                  ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
          ค่าชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านี้ ให้ถือว่านายจ้างได้จ่ายค่าสินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายด้วย
          นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยปกติดังต่อไปนี้
              1. ลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบหกปีขึ้นไป นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชย พิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยปกติซึ่งลูกจ้างนั้นมีสิทธิได้รับอยู่แล้ว
                  ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อการทำงานครบหนึ่งปี หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสิบห้าวันสุดท้ายต่อการทำงาน
                  ครบหนึ่งปีสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณ เป็นหน่วย
              2. ค่าชดเชยพิเศษนี้รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อย หกสิบวัน หรือไม่เกินค่าจ้างของการทำงานสามร้อยหกสิบวันสุดท้าย
                  สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย แต่รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยหกสิบวัน
              3. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าชดเชยพิเศษ เศษของระยะเวลาทำงานที่มากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ให้นับเป็นการทำงานครบหนึ่งปี
  • ในกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบ สำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว
  •           - นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนย้าย ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วย
                 ลูกจ้างมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของอัตราค่าชดเชยปกติที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ์ได้รับ
              - ถ้านายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างทราบการย้ายสถานประกอบกิจการล่วงหน้า นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษ
                 แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน
          ข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย : ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้
              1. ลูกจ้างลาออกเอง
              2. ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
              3. จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
              4. ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
              5. ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว
                  ซึ่งหนังสือเตือนนั้นต้องมีผลบังคับไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ลูกจ้างได้รับทราบหนังสือเตือน เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน
              6. ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควร
              7. ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
              8. กรณีการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และนายจ้างเลิกจ้าง ตามกำหนดระยะเวลานั้น ได้แก่งานดังนี้
                  8.1 การจ้างงานในโครงการ เฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือ การค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน
                  8.2 งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว ที่มีกำหนดงานสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน
                  8.3 งานที่เป็นไปตามฤดูกาล และได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้นซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยนายจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือ
                         ไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง
     
    การใช้แรงงานหญิง
  • ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงทำงานต่อไปนี้
  •           - งานเหมืองแร่หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือปล่องในภูเขาเว้นแต่ลักษณะของงาน
                ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือ ร่างกายของลูกจ้างหญิงนั้น
              - งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป
              - งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ
              - งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
  • ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงที่มีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา 22.00น.-06.00น. ทำงานล่วงเวลา
  •       ทำงานในวันหยุดหรือทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
              - งานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน
              - งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ
              - งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกิน 15 กิโลกรัม
              - งานที่ทำในเรือ
              - งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
  • พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างเปลี่ยนเวลาทำงานหรือชั่วโมงทำงาน ของลูกจ้างหญิงที่ทำงานในระหว่างเวลา 24.00 น.- 06.00 น.
  •       ได้ตามที่เห็น สมควร ถ้าพนักงานตรวจแรงงานเห็นว่างานนั้นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และความปลอดภัยของลูกจ้างหญิงนั้น
  • ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมเป็นการ ชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดได้ กรณีที่มีใบรับรองแพทย์
  •       แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง มาแสดงว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมต่อไปได้
  • ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์
  •  
    การใช้แรงงานเด็ก
  • ห้ามนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นลูกจ้าง
  • กรณีที่มีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นลูกจ้าง นายจ้างต้องแจ้งต่อพนักงาน ตรวจแรงงานภายใน 15 วันนับแต่วันที่
  •       เด็กเข้าทำงาน และแจ้งการสิ้นสุดการ จ้างเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 7 วันนับแต่วันที่เด็กออกจากงาน
  • นายจ้างต้องจัดให้มีเวลาพัก 1 ชั่วโมงต่อวันภายใน 4 ชั่วโมงแรกของ การทำงาน และให้มีเวลาพักย่อยได้ตามที่นายจ้างกำหนด
  • ห้ามนายจ้างใช้ลูกจ้างเด็กที่มีอายุตำกว่า 18 ปี ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 น. - 06.00 น. เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี
  • ห้ามนายจ้างใช้ลูกจ้างเด็กที่มีอายุตำกว่า 18 ปี ทำงานล่วงเวลา
  • ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างเด็กที่มีอายุตำกว่า 18 ปี ทำงานต่อไปนี้
  •           - งานหลอม เป่า หล่อ หรือรีดโลหะ
              - งานปั๊มโลหะ
              - งานเกี่ยวกับความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน เสียงและแสง ที่มีระดับแตกต่างจากปกติอันอาจเป็นอันตรายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
              - งานเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นอันตรายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
              - งานเกี่ยวกับจุลชีวันเป็นพิษซึ่งอาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา หรือเชื้ออื่น ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
              - งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ เว้นแต่งานในสถานี บริการที่เป็นเชื้อเพลิงตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
              - งานขับหรือบังคับรถยกหรือปั้นจั่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
              - งานใช้เลื่อยเดินด้วยพลังไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์
              - งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ, ในถ้ำ อุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา
              - งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสีตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
              - งานทำความสะอาดเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่กำลังทำงาน
              - งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป
              - งานอื่นตามที่กำหนดในกระทรวง
  • ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในสถานที่ต่อไปนี้
  •           - โรงฆ่าสัตว์
              - สถานที่เล่นการพนัน
              - สถานที่เต้นรำ รำวง หรือ รองเง็ง
              - สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่ม อย่างอื่นจำหน่ายและบริการ โดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกจ้าง
                หรือโดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอน หรือมีบริการนวดให้แก่ลูกค้า
              - สถานที่อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
  • ห้ามนายจ้างจ่ายค่าจ้างของลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กแก่บุคคลอื่น
  • ห้ามนายจ้างเรียก/หรือรับ เงินประกันจากฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก
  • ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มีสิทธิลาเพื่อเข้าประชุม สัมมนา รับการอบรม รับการฝึก หรือลาเพื่อการอื่นซึ่งจัดโดยสถานศึกษา
  •       หรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ที่อธิบดีเห็นชอบ และให้นายจ้าง จ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างเด็กเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา
          แต่ปีหนึ่งต้องไม่เกิน 30 วัน
     
    หลักฐานการทำงาน
  • นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เป็นภาษาไทย ปิดประกาศโดยเปิดเผย
  •       ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้างและ ส่งสำเนาให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  • ข้อบังคับฯ ต้องระบุเรื่องต่างๆ ดังนี้ วันทำงาน เวลาทำงานปกติ เวลาพัก วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลา
  •       และการทำงาน ในวันหยุด วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดวันลาและหลักเกณฑ์การลา
          วินัยและโทษ การร้องทุกข์ และการเลิกจ้าง
  • ทะเบียนลูกจ้างต้องมีชื่อ เพศ สัญชาติ วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ปัจจุบัน วันเริ่มจ้าง ตำแหน่งหรืองานในหน้าที่ อัตราค่าจ้าง
  •       และประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ ที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างและวันสิ้นสุดการจ้าง
  • เอกสารเกี่ยวกับการคำนวณค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ต้องระบุ วันเวลาทำงาน ผลงานที่ทำได้สำหรับ
  •       การจ้างตามผลงาน และจำนวนเงินที่จ่าย โดยมีลายมือชื่อลูกจ้างผู้รับเงิน
     
    การควบคุม
  • นายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป จะต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย อย่างน้อยต้องมี รายละเอียดดังนี้
  •           - วันทำงาน เวลาทำงานปกติ และเวลาพัก
              - วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด
              - หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลา และการทำงานในวันหยุด
              - วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด
              - วันลาและหลักเกณฑ์การลา
              - วินัยและโทษทางวินัย
              - การร้องทุกข์
              - การเลิกจ้าง ค่าชดเชยและชดเชยพิเศษ
  • นายจ้างต้องประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานภายใน 15 วัน นับจากวันที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
  • นายจ้างต้องปิดประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยเปิดเผย ณ สถานที่ ทำงานของลูกจ้าง
  • ให้ประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานต่อไปแม้ว่านายจ้างจะมีลูกจ้าง ลดต่ำกว่า 10 คนก็ตาม
  •  
    การร้องทุกข์ของลูกจ้าง
  • ลูกจ้างเรียกร้องสิทธิของตนอันเนื่องมาจากการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน ของนายจ้างได้โดย
  •           - ลูกจ้างนำคดีไปฟ้องศาลแรงงาน
              - ลูกจ้างยื่นคำร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน
  • การยื่นคำร้องทุกข์ของลูกจ้างหรือทายาท
  •           - ยื่นคำร้องทุกข์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
              - ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานในท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่ หรือที่นายจ้าง มีภูมิลำเนา หรือท้องที่ที่ลูกจ้างมีภูมิลำเนาอยู่ก็ได้
  • การพิจจารณาคำร้องทุกข์ของพนักงานตรวจแรงงาน
  •           - เร่งสอบสวนข้อเท็จจริงจากนายจ้าง ลูกจ้าง และพยานโดยเร็ว รวมทั้งการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องด้วย
              - เมื่อสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ต้องมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงิน หรือยกคำร้องทุกข์ของลูกจ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง
              - การรวบรวมข้อเท็จจริง และการมีคำสั่ง ต้องกระทำให้แล้วเสร็จ ภายใน 60 วัน นับแต่วันรับคำร้องทุกข์ไว้ดำเนินการ
              - ถ้าไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ให้ขอขยายระยะเวลา ต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดโดยขอขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน 30 วัน
  • การยุติข้อร้องทุกข์ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง
  •           - ลูกจ้างสละสิทธิการเรียกร้องทั้งหมด
              - ลูกจ้างสละสิทธิเรียกร้องแต่บางส่วน โดยนายจ้างยินยอมจ่ายเงินบางส่วน แก่ลูกจ้าง
              - นายจ้างยินยอมจ่ายเงินทั้งจำนวน แก่ลูกจ้าง
     
    บทกำหนดโทษ
  • กฏหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฏหมายที่มีบทลงโทษทางอาญา
  • นายจ้างผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
  •           - ขั้นต่ำปรับไม่เกิน 5,000 บาท
              - จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • การปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานคดีอาญา เป็นอันระงับ
  • การฝ่าฝืนกฏหมาย
  •           - อธิบดีมีอำนาจเปรียบเทียบปรับสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นใน กรุงเทพฯ
              - ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจเปรียบเทียบปรับสำหรับความผิด ที่เกิดขึ้นภายในจังหวัด
              - ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน นับเท่าวันที่ได้รับแจ้งผลคดี คดีอาญา เป็นอันเลิกกัน

              - ถ้าไม่ยอมเปรียบเทียบปรับหรือไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด พนักงานสอบสวน (ตำรวจ) จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฏหมาย ต่อไป

    เบอร์โทรศัพท์ร้องเรียนกองคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน

    กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
    กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
    0 2- 245 4310-4
    กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 1
    (เขตดุสิต ป้อมปราบศัตรูพ่าย พระนคร สัมพันธวงศ์)
    0 2- 221 1884
    กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2
    (เขตจตุจักร ดอนเมือง บางเขน บางซื่อ หลักสี่ )
    02- 513 2042,0 2513 8430
    กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 3
    (เขตดินแดง พญาไท ราชเทวี ห้วยขวาง)
    0 2- 245 3374,0 2245 8743
    กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 4
    (เขตจอมทอง ทุ่งครุ บางขุนเทียน บางคอแหลม บางบอน)
    0 2- 291 0154, 02291 0356
    กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 5
    (เขตบางรัก ปทุมวัน ยานนาวา สาทร)
    0 2- 212 9881,0 2211 6427
    กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 6
    (เขตคลองเตย บางนา ประเวศ พระโขนง วัฒนา สวนหลวง)
    0 2- 328 7672, 0 2328 7969
    กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 7
    (เขตคลองสามวา บึงกุ่ม มีนบุรี ลาดกระบัง สะพานสูง หนองจอก)
    02- 731 9266, 0 2377 8291
    กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 8
    (เขตคันนายาว บางกะปิ ลาดพร้าว วังทองหลาง สายไหม)
    0 2- 379 3262-3
    กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 9
    (เขตตลิ่งชัน ทวีวัฒนา บางแค บางพลัด ภาษีเจริญ หนองแขม)
    0 2- 448 5764, 0 2448 5006
    กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10
    (เขตคลองสาน ธนบุรี บางกอกน้อย บางกอกใหญ่)
    0 2- 221 1108,0 2221 1450
       

    ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงาน

    หมายเลขติดต่อ

    ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานชลบุรี 036 - 273713-4
    ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานราชบุรี 032 - 325964-5
    ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานลำปาง 054 - 282001, 282010
    ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานนวนคร 0 2 - 29 0916, 529 0311
    ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานมาบตาพุด 038 - 694035-6
    ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานนครราชสีมา 044 - 266385
    ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานสงขลา 074 - 314698
    ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานสระบุรี 036 - 319214-5
    ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานลำพูน 053 - 60627-8
    ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานลาดกระบัง 0 2- 737 4602,737 4903
    ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานสมุทรปราการ 0 2 - 380 6097-8
    ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานนิคมอุสาหกรรมสมุทรสาคร 034 - 812871

     ประกันสังคมเรื่องที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองสุขภาพและสวัสดิการ ชีวิตของลูกจ้าง

    เรื่องกองทุนประกันสังคม

    สำหรับนายจ้าง,ลูกจ้าง,ผู้ประกันตน

    การประกันสังคมคือ

    การประกันสังคม คือ การสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตในกลุ่มของสมาชิกมีรายได้และจ่ายเงินสมทบที่เข้าร่วมโครงการเพื่อรับผิดชอบในการเฉลี่ยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และการว่างงานเพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาล และมีรายได้อย่างต่อเนื่อง

    งานประกันสังคมดำเนินการตามกฎหมาย

    งานประกันสังคมดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 และพระราชกฤษฏีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ. 2546

    ใครคือผู้ประกันตน

    ผู้ประกันตน คือ ลูกจ้างที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 บริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ และทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป

    ยื่นแบบขึ้นทะเบียนเมื่อใด

    นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปจะต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างพร้อมกับขึ้นทะเบียนลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วัน และเมื่อมีการรับลูกจ้างใหม่เพิ่มขึ้นต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างใหม่ภายใน 30 วัน เช่นกัน

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    หลักฐานที่ต้องนำมาแสดงในวันยื่นแบบขึ้นทะเบียน

    สำหรับนายจ้าง

    กรณีจดทะเบียนนิติบุคคล

    1.      แบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส. 1-01)

    2.      สำเนาหรือภาพถ่ายหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลพร้อมวัตถุประสงค์

    3.      สำเนาหรือภาพถ่ายใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 20)หรือสำเนาหรือภาพถ่ายคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01)หรือสำเนาหรือภาพถ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.20) หรือ สำเนาหรือภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4)

    4.      แผนที่ตั้งสถานประกอบการ

    5.      หนังสือมอบอำนาจ (เฉพาะกรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทนพร้อมติดอากรแสตมป์ตามที่ประมวลรัษฏากรกำหนด

    กรณีเจ้าของคนเดียว

    1.  สำเนาหรือภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน (คนต่างด้าวใช้สำเนาหนังสือเดินทาง หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว)

    2.  สำเนาหรือภาพถ่ายทะเบียนบ้าน

    3.สำเนาหรือภาพถ่ายใบทะเบียนพาณิชย์ หรือใบอนุญาตให้ประกอบกิจการที่ออกตามกฎหมายอื่น ซึ่งระบุชื่อที่อยู่ชัดเจน

    4. สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร หรือสำเนาหรือภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน(ร.ง.4)หรือสำเนาหรือภาพถ่ายใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) หรือสำเนาหรือภาพถ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ(ภ.ธ.20)

    6. หนังสือมอบอำนาจ (เฉพาะกรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทน พร้อมติดอากรแสตมป์ตามที่ประมวลรัษฏากรกำหนด)

     

     

     

     

     

    สำหรับลูกจ้าง

    1.      กรอกแบบฟอร์มขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03)

    2.      สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นซึ่งทางราชการออกให้

    3.      สำเนาใบอนุญาตทำงานและสำเนาหนังสือเดินทาง หรือ สำเนาใบอนุญาตทำงานและสำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ในกรณีผู้ประกันตนเป็นชาวต่างชาติ

    4.      ลูกจ้างที่เคยยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนมาแล้ว ให้แจ้งการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03/1) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างเข้าทำงาน

           กรณีกิจการเป็นเจ้าของคนเดียว เจ้าของกิจการคือ นายจ้างไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนได้

    จะขึ้นทะเบียนกับกองทุนประกันสังคมอย่างไร

    นายจ้างจะต้องยื่นแบบดังนี้

    1.      แบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส. 1-01)

    2.      แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03) สำหรับผู้ที่ไม่เคยขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนมาก่อนหรือแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03/1)สำหรับผู้ที่เคยขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนแล้ว โดยนายจ้างที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครให้ยื่นแบบได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ สำหรับนายจ้างที่มีสำนักงานใหญ่ในส่วนภูมิภาคให้ยื่นแบบขึ้นทะเบียนได้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่

    การแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตน

    การแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน

     กรณีที่มีลูกจ้างลาออกจากงานให้นายจ้างแจ้งการออกจากงานโดยใช้หนังสือแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (สปส.6-09)ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

    การแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตน

    กรณีที่ผู้ประกันตนเปลี่ยนแปลงชื่อ-ชื่อสกุลหรือข้อมูลสถานภาพครอบครัว และข้อมูลจำนวนบุตรให้ใช้หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตน (สปส.6-10) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

     

     

     

    เงินสมทบคืออะไร?

    เงินสมทบ คือ เงินที่นายจ้าง ลูกจ้างจะต้องนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน โดยคำนวณจากค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับซึ่งกำหนดจากฐานค่าจ้างเป็นรายเดือนต่ำสุดเดือนละ 1,650 บาทและสูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท (เงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 83 บาท และไม่เกินเดือนละ 750 บาท) ทั้งนี้รัฐบาลจะออกเงินสมทบเข้ากองทุนอีกส่วนหนึ่ง

    จะนำส่งเงินสมทบอย่างไร?

    นายจ้างจะต้องหักเงินสมทบในส่วนของลูกจ้างทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้างและนำส่งเงินสมทบส่วนของนายจ้างในจำนวนเท่ากับที่ลูกจ้างทั้งหมดถูกหักรวมกัน พร้อมจัดทำเอกสารตามแบบสปส.1-10 ส่วนที่ 1 และ สปส. 1-10 ส่วนที่ 2 หรือจัดทำข้อมูลลงแผ่นดิสเก็ต หรือส่งทางอินเตอร์เน็ต โดย

    1.      นำส่งสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ / จังหวัด ด้วยตนเองหรือผ่านทางไปรษณีย์ เป็นเงินสด หรือเช็ค ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือ

    2.      ชำระเงินผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาในจังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่

    3.      ชำระเงินด้วยระบบ e-payment ของธนาคารซิตี้แบงก์ธนาคารมิซูโฮ คอร์ปอเรต จำกัด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ www.sso.go.th

    หากนำส่งเงินสมทบไม่ทันหรือส่งไม่ครบจะต้องทำอย่างไร?

    นายจ้างจะต้องรับผิดชอบจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ไม่ได้นำส่ง หรือจำนวนเงินที่ขาดอยู่ และจะต้องไปชำระที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเท่านั้น

     

     

     

     

     

    เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว ผู้ประกันตนจะได้รับอะไรจากประกันสังคม?

    1.      บัตรประกันสังคม

    ผู้ประกันตนที่เป็นคนไทยใช้บัตรประจำตัวประชาชนเป็นบัตรประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตนที่เป็นคนต่างด้าวจะได้รับบัตรประกันสังคม เมื่อได้ขึ้นทะเบียนแล้ว 5 วัน (ไม่นับระยะเวลาการส่งทางไปรษณีย์) สำนักงานฯจะส่งบัตรประกันสังคมให้เพื่อใช้ในการติดต่อกับสำนักงานประกันสังคม

    2.      บัตรรับรงสิทธิการรักษาพยาบาล

    ผู้ประกันตนจะได้รับบัตรเมื่อได้ขึ้นทะเบียนปละส่งเงินสมทบครบ 3 เดือนแล้ว โดยผู้ประกันตนจะต้องเลือกสถานพยาบาลที่จะเข้ารับการรักษาเอง สำนักงานฯจะส่งบัตรรับรองสิทธิฯไปให้เพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ระบุในบัตรรับรองสิทธิฯ ซึ่งจะให้การรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เว้นแต่ ถ้าต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกผู้เข้ารับการรักษาจะต้องจ่ายเงินเพิ่มเอง

    ลูกจ้างเมื่อขึ้นทะเบียน ผู้ประกันตนแล้วจะได้รับสิทธิประโยชน์ในกรณีใดบ้าง?

    1.      กรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน

    2.      กรณีคลอดบุตร

    3.      กรณีทุพพลภาพ

    4.      กรณีตาย

    5.      กรณีสงเคราะห์บุตร

    6.      กรณีชราภาพ

    7.      กรณีว่างงาน

    ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างไรบ้าง?

    1.      กรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน

    จะได้รับบริการทางการแพทย์ เงินทดแทนการขาดรายได้ ค่าบริการทางการแพทย์กรณีถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และการใส่ฟันเทียมบางส่วนชนิดถอดได้ฐานอคริลิก ค่าอวัยวะเทียม และอุปกรณ์บำบัดโรคการบำบัดทดแทนไตโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างช่องท้องด้วยน้ำยาแบบถาวรและการปลูกถ่ายไต การปลูกถ่ายไขกระดูกการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา

    2.      กรณีคลอดบุตร  จะได้เงินค่าคลอดบุตร และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร

    3.      กรณีทุพพลภาพ  จะได้เงินค่าบริการทางการแพทย์และเงินทดแทนการขาดรายได้ และค่าอวัยวะเทียม ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ทุพพลภาพค่าทำศพ และเงินสงเคราะห์กรณีตาย

    4.      กรณีตาย   จะได้รับเงินค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีตาย

    5.      กรณีสงเคราะห์บุตร  จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตร สำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายที่อายุไม่เกิน 6 ปี คราวละไม่เกิน 2 คน โดยเหมาจ่ายเดือนละ 350 บาทต่อบุตร 1 คน

    6.      กรณีชราภาพ  จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพหรือเงินบำนาญชราภาพขึ้นอยู่กับระยะเวลาการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตน

    7.      กรณีว่างงาน หากถูกเลิกจ้าง จะได้รับเงินทดแทนครั้งละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง หากลาออกจากงานจะได้รับเงินทดแทนปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้าง

    เมื่อใดจึงจะได้รับสิทธิ?

     1.  กรณีเจ็บป่วยฯ และกรณีทุพพลภาพ   เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์

    2.  กรณีคลอดบุตร เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนถึงแก่ความตาย

    3.  กรณีตาย เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนถึงแก่ความตาย

    4.  กรณีสงเคราะห์บุตร เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน

    5.  กรณีชราภาพ  มีอายุครบ 55 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง หรือเมื่อเป็นผู้ทุพพลภาพ หรือเมื่อเสียชีวิต

    6.  กรณีว่างงาน เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงาน

    กรณีเจ็บป่วยจะได้อะไร?

    ได้รับการรักษาพยาบาล โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เมื่อเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิหรือเครือข่ายของสถานพยาบาลนั้น และได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง โดยได้รับตามที่หยุดงานจริงตามคำสั่งแพทย์แต่ไม่เกิน 90 วันต่อครั้ง และไม่เกิน 180 วันต่อปี เว้นแต่ ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ไม่เกิน 365 วัน

    หลักฐานอะไรบ้างที่ต้องใช้เมื่อไปรับการรักษาพยาบาล?

    1.      บัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล ซึ่งสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ออกให้

    2.      บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่น ที่ทางราชการออกให้ซึ่งมีรูปถ่ายด้วย

    หากไม่สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ระบุไว้ตามบัตรฯ จะรักษาที่อื่นได้หรือไม่

    ผู้ประกันตนจะเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลอื่นได้ในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินเท่านั้น โดยมีเหตุผลอันสมควร

    1.      กรณีประสบอันตราย คือ การพบกับเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุที่ทำให้บาดเจ็บ อันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

    2.      กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน คือ โรคหรืออาการของโรคซึ่งเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ที่มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเป็นการด่วน

    ถ้าเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลอื่นจะได้รับค่าบริการทางการแพทย์อย่างไร?

    ถ้าเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลอื่นและผู้ประกันตนได้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน สามารถเบิกคืนจากสำนักงานประกันสังคมในอัตราที่กำหนดดังนี้

    1.      เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ  ไม่ว่ากรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถเบิกได้ดังนี้

    1.1  ผู้ป่วยนอก สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น

    1.2  ผู้ป่วยใน สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ยกเว้น  ค่าห้องและค่าอาหารเบิกได้ไม่เกินวันละ 700 บาท

               กรณีประสบอันตราย ผู้ประกันตนสามารถขอรับค่าบริการทางการแพทย์คืนได้ โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง

           กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ผู้ประกันตนสามารถขอรับค่าบริการทางการแพทย์คืนได้ ประเภทผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในประเภทละไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี

    กรณีคลอดบุตรจะได้สิทธิอย่างไร?

    ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับคนละ 2 ครั้งโดยมีสิทธิดังนี้

    -          กรณีผู้ประกันตนหญิงหรือภริยาของผู้ประกันตนชายหรือหญิงซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยา แต่มิได้จดทะเบียนสมรสมีสิทธิเข้ารับบริการทางการแพทย์กรณีคลอดบุตร ณ สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ และสถานพยาบาลเครือข่ายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ยกเว้น ค่าใช้จ่ายบริการพิเศษอื่นๆ

    -          กรณีผู้ประกันตนหญิงหรือภริยาของผู้ประกันตนชายหรือหญิงซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยา แต่มิได้จดทะเบียนสมรสไปรับบริการทางการแพทย์กรณีคลอดบุตรจากสถานพยาบาลอื่นให้สำรองจ่ายเงินค่าคลอดบุตรไปก่อน และสามารถเบิกค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 6,000 บาท/ครั้ง จากสำนักงานประกันสังคม

    -          ผู้ประกันตนหญิงมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นเวลา 90 วัน

     

    กรณีทุพพลภาพ จะได้รับเงินเท่าไร?  

    -          ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ เป็นรายเดือนตลอดชีวิต ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง

    -          ได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท

    -          ได้รับค่าใช้จ่ายในกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ทุพพลภาพทางร่างกาย จิตใจ และอาชีพ ตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ อัตราค่าฟื้นฟูของผู้ทุพพลภาพเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ไม่เกิน 40,000 บาทต่อราย

    -          ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2538 เป็นต้นไป หากเสียชีวิตจะได้รับค่าทำศพ และเงินสงเคราะห์กรณีตายเช่นเดียวกับกรณีตาย

    กรณีตายจะได้รับเงินเท่าไร?

    ได้รับค่าทำศพ 30,000 บาท และได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตาย ดังนี้

    -          จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง 10 ปีจะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างเฉลี่ยหนึ่งเดือนครึ่ง

    -          จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างเฉลี่ยห้าเดือน

    กรณีสงเคราะห์บุตรจะได้รับเงินเท่าไร?

    ได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 350 บาทต่อบุตรหนึ่งคน สำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปี บริบูรณ์ คราวละไม่เกิน 2 คน

    กรณีชราภาพจะได้รับเงินเท่าไร?

    เงินบำนาญชราภาพ

    1.      กรณีจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน ได้รับเงินบำนาญชราภาพในอัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ ก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

    2.      กรณีจ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180 เดือน ให้ปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพตามข้อ 1 ขึ้นอีกร้อยละ 1 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน

    สูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพ= ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณด้วย 15 %            (+จำนวน% ที่เพิ่มให้อีกปีละ 1%)  

         เงินบำเหน็จชรา

    1.      กรณีจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ

    2.      กรรีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด

    3.      กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือนนับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพ จำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย

      สูตรคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพ

    กรณีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 1-11 เดือน

       =เงินสมทบของผู้ประกันตนฝ่ายเดียว

    กรณีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 -79 เดือน

       =เงินสมทบของผู้ประกันตน+ เงินสมทบของนายจ้าง+ผลประโยชน์ตอบแทน

    เงินบำนาญชราภาพ จ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต

    เงินบำเหน็จชราภาพ จ่ายครั้งเดียว

    กรณีว่างงานจะได้อะไร?

    ถูกเลิกจ้าง

    -          ได้รับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงาน ร้อยละ 50 ของค่าจ้างครั้งละไม่เกิน 180 วัน

    ลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน

    -          ได้รับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงานร้อยละ 30 ของค่าจ้างครั้งละไม่เกิน 90 วัน

    *หากใน 1 ปีปฏิทิน มีการยื่นขอรับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงานทั้ง 2 กรณี ให้นับระยะเวลาการรับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงานรวมกันไม่เกิน 180วัน*

    หมายเหตุ : ผู้ประกันตนต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักจัดหางานของรัฐ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้างหรือสิ้นสุดสัญญา เพื่อมิให้เสียสิทธิในการรับเงินทดแทน (ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท)

    ผู้ประกันตนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนได้ที่ใด?

    ผู้ประกันตนสามารถยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัดทั่วประเทศหรือขอรับประโยชน์ทดแทนทางโทรศัพท์ หรือส่งแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนได้ทางไปรษณีย์ สำหรับกรณีว่างงาน ผู้ประกันตนกรณีว่างงานต้องยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนที่สำนักจัดหางานของรัฐทั่วประเทศ

    ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ(มาตรา 39)

    คุณสมบัติผู้สมัคร

    1.  เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน    และออกจากงานมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน

    2.  ต้องไม่เป็นผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพ จากกองทุนประกันสังคม

    การยื่นใบสมัคร

    1.       ต้องยื่นใบสมัครตามแบบคำขอเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39

    (แบบ สปส.1-20) ด้วยตนเอง ภายใน 6 เดือน

     2.  สถานที่ยื่นใบสมัคร

      -กรุงเทพฯ ยื่นได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่

      -ภูมิภาค ยื่นได้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสำนักงาน       ประกันสังคมจังหวัดสาขา

    หลักฐานการสมัคร

    1.  แบบคำขอเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 (สปส.1-20)

    2.  บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้  พร้อมสำเนา

    เงินสมทบที่ต้องนำส่ง

       -เดือนละ 432 บาท

       -เงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ คือ เดือนละ 4,800 บาท เท่ากันทุกคนโดยคิดจากอัตราเงินสมทบ 9%(94,800)ซึ่งผู้ประกันตนจะได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี (เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตรและชราภาพ) ต่อเนื่องจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33

    วิธีการจ่ายเงินสมทบ

        -จ่ายตามสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด พร้อมแบบส่งเงินสมทบฯสปส.1-11

      -จ่ายเงินทางธนาณัติ พร้อมแบบส่งเงินสมทบฯ สปส. 1-11

      -หักจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือธนาคารกรุงไทยจำกัด(มหาชน)

      -จ่ายด้วยเงินสดที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือธนาคารกรุงไทยจำกัด(มหาชน)

    หน้าที่ของผู้ประกันตนตามมาตรา 39

    1.  ต้องจำส่งเงินสมทบ ภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน หากเกินกำหนดต้องเสีย เงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน

    2.  แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงให้สำนักงานประกันสังคมทราบดังนี้

        -กรณีเปลี่ยนแปลงสถานที่ติดต่อต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30วัน ตามแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงสถานที่ติดต่อ (สปส.1-34)

        -กรณีเปลี่ยนชื่อตัว-ชื่อสกุล หรือแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆต้องแจ้งทันทีพร้อมแนบสำเนาหลักฐาน

        -กรณีประสงค์ลาออก หรือกลับเข้าทำงานและมีสถานะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33ต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรทันที ตามแบบแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 (สปส.1-21)

    เหตุที่ทำให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสภาพ

    1. ไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน (สิ้นสภาพตั้งแต่เดือนแรกที่ไม่ส่ง

    เงินสมทบ)

    2.  ลาออก

    3.  กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33

    4.  ตาย

    5.  ภายในระยะเวลา 12 เดือน ส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือน

                    มีข้อสงสัย  สอบถามโทร. 1506

     

     

     

    ปรับค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ 3-7 บ. กทม.ปริมณฑลสูงสุด-น่านต่ำสุด

    วานนี้ (26 ต.ค.) นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย ในฐานะคณะกรรมการค่าจ้างกลางฝ่ายลูกจ้าง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างมีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามที่อนุกรรมการค่าจ้าง 76 จังหวัดเสนอมา โดยปรับขึ้นตั้งแต่ 3-7 บาท ทั้งนี้ จังหวัดที่ได้รับการปรับต่ำสุด 3 บาท มีเพียง จ.น่าน เท่านั้น ส่วนจังหวัดที่ปรับสูงสุด 7 บาท มี 6 จังหวัดได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรสาคร ปทุมธานี สมุทรปราการ และนครปฐม ส่วนจังหวัดที่ได้รับการปรับเพิ่ม 4-5 บาท มี 30-40 จังหวัด อาทิ ภูเก็ต ปรับเพิ่ม 5 บาท อย่างไรก็ตาม การปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2550 เป็นต้นไป

     




    บริษัท ศูนย์ทนายความทั่วไทย จำกัด

    นักสืบ
    ทนาย article
    ฟ้องคดีหย่า อำนาจปกครองบุตร สินสมรส คดีแพ่ง คดีอาญา ปกครอง ภาษี ลิขสิทธิ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร article
    บทความแนะนำความรู้ทางกฎหมายที่น่าสนใจ article
    พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว article
    ยกย่อง 'พระเจ้าอยู่หัว' พระมหากษัตริย์ของโลก article
    สุนทรพจน์ นาย โคฟี อานัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ในพระราชพิธีมอบรางวัล ประกาศเกียรติคุณ article
    พระราชประวัติและพระประวัติของพระประมุขและพระราชวงศ์ต่างประเทศที่เสด็จพระราชดำเนินและเสด็จมาทรงร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีพร้อมข้อมูลประเทศและความสัมพันธ์ทวีภาคีกับประเทศไทย article
    ปวงชนมหาศาลกึกก้อง article
    สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงกล่าวถวายพระพรชัยมงคลแทนพระบรมวงศานุวงศ์ article
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบต่อพสกนิกรชาวไทยเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองพระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี article
    'ในหลวง' ให้ยึด คุณธรรม 4 ประการ article
    รับฟังเสียงสด ของ“ในหลวง” ตรัส ทรงปีติยินดี พสกนิกรรวมใจถวายพระพร และอื่นๆมากมาย article
    รูปในหลวงจากสำนักพระราชวัง ท่านสามารถโหลดไปได้ เป็นรูปมีความละเอียดสูง article
    รูปในหลวงหาดูยากในต่างแดน article
    รูปในหลวงอีกมากมาย จุใจ ใหม่ล่าสุด เชิญเลือกชมดู article
    กษัตริย์นักพัฒนาประชาธิปไตย ในมุมมอง article
    พระราชกรณียกิจ และงานในส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว article
    จุดพลุ 7 article
    จุดพลุ 6 article
    จุดพลุ 5 article
    จุดพลุ 4 article
    จุดพลุ 3 article
    จุดพลุ 2 article
    จุดพลุ 1 article
    จุดเทียนชัย / จุดพลุ article
    รูปซุ้มต่างๆ article
    รูปในหลวงฉลองครองสิริราชย์สมบัติ ครบ 60 ปี article
    บทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช(คลิ้กฟังเพลงได้) article
    เศรษฐกิจแบบพอเพียงคืออะไร และเป็นอย่างไร article
    บทเพลงพระราชนิพนธ์(คลิ้กฟังได้) article
    ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตสู่ปัจจุบัน 1 article
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ พระราชทานพรปีใหม่ พร้อม ส.ค.ส. ๒๕๔๙ article
    ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตสู่ปัจจุบัน 2 article
    ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตสู่ปัจจุบัน 3 article
    ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตสู่ปัจจุบัน 4 article
    ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตสู่ปัจจุบัน 5 article
    ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตสู่ปัจจุบัน 6 article
    ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมฉลองสิริราชย์สมบัติ ครบรอบ ๖๐ ปี (1) article
    ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมฉลองสิริราชย์สมบัติ ครบรอบ ๖๐ ปี (2) article
    ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมฉลองสิริราชย์สมบัติ ครบรอบ ๖๐ ปี (3) article
    สมเด็จพระบรมฯ ทรงรับเสด็จสมเด็จพระจักรพรรดิ และสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น(ข่าวผู้จัดการออนไลน์) article
    รูปในหลวง : King of Hearts :HM the King calls for unity, kindness, compassionon Nam report(News:TheNation) article
    25 พระราชวงศ์ จารึกโลก ถวายพระพรชัย(ข่าวไทยรัฐ) article
    ต้องการฟ้องหย่า แบ่งทรัพย์สินก่อนและหลังหย่า ฟ้องศาลบังคับงดทำนิติกรรมทรัพย์สมรส แยกชู้หรือหญิงอื่นที่มาเกี่ยวข้องกับสามีตน อำนาจปกครองบุตรก่อนหย่าและหลังหย่า ภรรยาและบุตรเรียกค่าเลี้ยงดูรายเดือน ฟ้องแบ่งมรดก ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากการให้ article
    ทรัพย์สินระหว่างสามี ภรรยา article
    บทวิเคราะห์ทางกฎหมาย เศรษฐกิจ การเมือง/ทนายศิริ วสุสิริกุล นบท. article
    ถ้าพรรคไทยรักไทยและประชาธิปัตย์ ถูกยุบพรรคจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร และในทางการเมืองของไทยจะเดินหน้าหรือถอยหลังอย่างไร article
    โครงการที่ต้องเวนคืนที่ดินของ กทม.98 โครงการ article
    โครงสร้างภาษีของไทย : ความไม่เป็นธรรมที่ควรแก้ไข วัชรพล พุทธรักษา : นิสิตปริญญาโท ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย article
    ประกันตัวศาลอาญา:ระเบียบและเงื่อนไขการประกันตัว article
    สัมภาษณ์เสน่ห์ จามริก: ปฏิรูปการเมืองไทย "ยิ่งเปลี่ยนแปลง ยิ่งเหมือนเดิม"(อ้างอิง:มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน) article
    เอฟทีเอ.ไทย-ญี่ปุ่น ทำไมต้องรีบร้อน กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : รวบรวม article
    ความเสี่ยงของตุลาการภิวัตน์ และย้อนรอยปฏิญญาฟินแลนด์(อ้างอิง:มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน) article
    ฉันทามติปักกิ่ง : วิถีเศรษฐกิจที่ไม่อาจเดินตาม :สมเกียรติ ตั้งนโม : อ้างอิง:มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน article
    อนาคตเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ของไทย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ : คณะกรรมการรอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(อ้างอิง:มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน) article
    ระบบประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน article



    bulletทนายศิริ วสุสิริกุล Mr. Siri Wasusirikul 081-6434418 ผู้อำนวยการสำนักงาน WEBMASTER
    bulletสำนักงาน สหเนติทนายความ บัญชี นักสืบ สมัครสมาชิกที่ปรึกษาสำนักงาน
    bulletรวมย่อคำบรรยายสอบเนติภาค ๑ และภาค ๒ และเตรียมตัวสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา
    bulletสมัครสอบงานราชการ ทุนเรียนต่อ กับสำนักงาน ก.พ.
    bulletจบปริญญาตรีกฎหมายแล้วต้องการสมัครอบรมสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา อ่านรายละเอียดที่นี่
    bulletจบปริญญาตรีกฎหมายแล้วต้องการสมัครอบรม 1 ปี เพื่อรับใบอนุญาตวิชาชีพทนายความกับสภาทนายความอ่านที่นี่
    bulletสมัครสอบผู้พิพากษา และวงการตุลาการ
    bulletสมัครสอบอัยการ และอื่นๆ
    dot
    เว็บเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    dot
    bulletฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี
    bulletเครือข่ายกาญจนาภิเษก(พระราชกรณียกิจ)
    bulletเว็บรวมภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวง
    bulletสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    bulletมูลนิธิ ๕ ธันวามหาราช
    bulletศาสนา:พระพุทธศาสนา
    bulletศาสนา:มุสลิม
    bulletศาสนา:คริสต์
    bulletศาสนา:พุทธทาสภิกขุ
    bulletรวมเว็บมูลนิธิ
    bulletบทสวดมนต์ รวมบทคาถา รวมลิงค์ธรรม ฟังวิทยุธรรม บทสวดคาถาชินบัญชร(MP3)
    bulletเว็บดนตรีไทย(อนุรักษ์ ข้อมูล สอน)
    bulletเว็บสารานุกรม wikipedia.org(ENGLISH)
    bulletเว็บสารานุกรม wikipedia (ภาคภาษาไทย)
    dot
    เว็บค้นหากฎหมาย:ศาล:หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    dot
    bulletค้นหากฎหมายกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
    bulletเว็บค้นกฎหมายthaijustice.com/
    bulletค้นหากฎหมายกับ lawonline
    bulletค้นหากฎหมายกับ lawyerthai
    bulletค้นหากฎหมายทุกฉบับ ฟรี
    bulletค้นหาข้อมูลกฎหมายกับlawwebservice
    bulletค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกา
    bulletศาลยุติธรรม
    bulletศาลปกครอง
    bulletศาลฎีกา
    bulletศาลอุทธรณ์
    bulletศาลแพ่ง
    bulletศาลแพ่งกรุงเทพใต้
    bulletศาลแพ่งธนบุรี
    bulletศาลอาญา
    bulletศาลอาญากรุงเทพใต้
    bulletศาลอาญาธนบุรี
    bulletศาลแรงงานกลาง
    bulletศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง
    bulletศาลภาษีอากรกลาง
    bulletศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
    bulletศาลล้มละลายกลาง
    bulletศาลแขวงพระนครเหนือ
    bulletศาลแขวงพระนครใต้
    bulletสภาวิชาชีพบัญชี
    bulletกระทรวงแรงงาน
    bulletกรมอุตุนิยมวิทยา
    bulletรัฐสภา
    bulletกกต.
    bulletผังเมือง
    bulletกรมที่ดิน
    bulletสำนักงาน ปปช.
    bulletกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
    bulletกรมสรรพากร
    bulletกรมบังคับคดี
    bulletกรมทรัพย์สินทางปัญญา
    bulletสำนักงานอัยการสูงสุด
    bulletกรมศุลกากร
    bulletค้นหาเบอร์โทรศัพท์บุคคล
    bulletกรมส่งเสริมการส่งออก
    bulletสำนักงานประกันสังคม
    bulletimmigration.go.th
    bulletค้นหาทะเบียนบุคคล กับkhonthai
    dot
    เว็บโทรศัพท์เคลื่อนที่และเว็บยอดนิยม
    dot
    bulletAIS
    bulletTRUE
    bulletDTAC
    bulletHOTMAIL
    bulletYAHOO
    bulletGMAIL
    bulletPANTIP.COM
    bulletsanook.com
    bulletkapook.com
    bulletteenee.com
    bulletthaicool.com
    bulletเว็บแฟชั่น FTV.com
    bullettop100.teenee.com
    bulletSex สุขภาพ สมุนไพร ลดความอ้วน
    bulletadult.truehits.net
    bulletเว็บจัดอันดับ truehits
    bulletสแกนไวรัสบน PC ฟรี
    bulletโปรแกรมกำจัดไวรัส ฟรี
    bulletแปลศัพท์อังกฤษ-ไทย บนหน้าเว็บอย่างง่าย
    bulletthaigoodweb ดาวโหลดเครื่องมือทำเว็บไซด์มากมาย
    bulletรวมแหล่งโปรแกรม Download ที่น่าใช้ มากมายที่นี่
    bulletเว็บหางาน jobbees.com
    bulletเว็บซ่อมโทรศัพท์มือถือ mydrmobile.com
    bulletเว็บสอนและแนะนำเรื่องเพศศึกษา SEX MUST SAY
    bulletตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    bulletthailandfranchising.com
    bullet.thaiware.com(แหล่งรวมSoftwares)
    bulletการบินไทย
    bulletนกแอร์
    bulletแอร์เอเชีย
    bulletรถไฟ
    bulletบขส.
    bulletเว็บUBC
    bulletเว็บ gmember
    bulletTV 3
    bulletTV 5
    bulletTV 7
    bulletTV 9
    bulletnationchannel
    dot
    เว็บกีฬา
    dot
    bulletกีฬา SIAM SPORT
    bulletthailandsportsonline
    bulletskysports
    bulletespn
    bulletuspgatour
    dot
    เว็บภาพยนต์
    dot
    bulletโรงภาพยนต์ major cineplex
    bulletโรงภาพยนต์ EGV
    bulletโรงภาพยนต์SF
    bullet20th cenjury fox
    bulletwarnerbros
    bullethollywood
    dot
    เว็บข่าว หนังสือพิมพ์
    dot
    bulletข่าว BBC
    bulletข่าว usa
    bulletข่าว.aljazeera
    bulletcbsnews
    bulletGOOGLE NEWS
    bulletด่วน! พิเศษ : รวมข่าวทุกสื่อในเว็บเดียว
    bulletรวมข่าวในรอบวันทุกสื่อกับSANOOK
    bulletVoice of America ภาคภาษาไทยและต่างประเทศ
    dot
    เว็บ T V Clip vdo
    dot
    bulletClip Jabchai
    bulletClip youtube
    bulletClip metacafe
    bulletClip video.google.
    bulletClip joke.deedeejang
    bulletClip sodazaa.
    bulletClip tv .sanook.
    bulletT V Clip .thaicool.
    bulletT V .mcot. (ช่อง 9)
    bulletT V .trueworld
    bulletดู TV ไทย-ต่างประเทศ Fashion-TV นางแบบ สวยๆ ไม่มีในเมืองไทย
    bulletT V .maxnettv.
    bullet.adintrend.com


    พระเครื่อง:รวมเว็บพระเครื่องมากมาย และบทความเกี่ยวกับความรู้การบูชาพระเครื่องอย่างไรให้ไม่มีปัญหาทางกฎหมาย คลิ้กที่นี่:
    กรมอุตุนิยมวิทยา:รายงานอากาศประจำวัน ภาพถ่ายดาวเทียม เรดาร์ อากาศการบิน และอื่นๆ มากมาย
    ปืน:รวมเว็บปืนมากมาย และบทความเกี่ยวกับการมี ใช้ ครอบครอง หรือมีไว้เพื่อป้องกันตัว หรือเพื่อการกีฬาอย่างถูกกฎหมาย คลิ้กที่รูป
    ข่าว อสมท.: คลิปข่าว ภาพ เสียง ล่าสุด  ทุกนาทีที่มีช่าว
    ฟังเสียงสดจากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และรายการย้อนหลัง


    Copyright © 2010 All Rights Reserved.