Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot dot
ฉันทามติปักกิ่ง : วิถีเศรษฐกิจที่ไม่อาจเดินตาม :สมเกียรติ ตั้งนโม : อ้างอิง:มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน article

ฉันทามติปักกิ่ง : วิถีเศรษฐกิจที่ไม่อาจเดินตาม (ตอนที่ ๑)
สมเกียรติ ตั้งนโม : มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

คุณไม่อาจไปถึงที่นั่นได้จากที่นี่: ภาพสะท้อนต่างๆเกี่ยวกับฉันทามติปักกิ่ง
You Can't Get There from Here: Reflections on the "Beijing Consensus"
David Schweickart

เอกสารสำหรับการประชุมสัมนานานาชาติ เรื่อง
แบบจำลองทางเศรษฐกิจของจีน หรือฉันทามติปักกิ่งเพื่อการพัฒนา
Tianjin Normal University, Tianjin, China
8 สิงหาคม 2005

ความนำ
มีเรื่องเล่ากันอยู่เรื่องหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับชายหนุ่ม ซึ่งหลงทางอยู่บนเส้นทางสายเล็กๆ ในชนบทของเคนทักกี เขาขับรถเบนเข้าข้างทางเพื่อมุ่งไปยังบ้านไร่ปลายนา และถามชาวนาที่นั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านว่า "เส้นทางไหนคือเส้นทางที่ดีที่สุดซึ่งจะไปยังชิคาโก?" ชาวนาดึงกล้องยาสูบออกจากปาก แล้วตอบอย่างสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า "เสียใจด้วยพ่อหนุ่ม คุณไม่สามารถที่จะไปที่นั่นได้จากที่นี่"

ลองคิดถึงเมืองจีนเช่นดังกับชิคาโก และประเทศด้อยพัฒนาต่างๆ ซึ่งไม่ได้เป็นสังคมนิยมในทุกวันนี้เช่นเดียวกับชนบทของเคนทักกี. ผมกำลังจะบอกว่า คุณไม่สามารถที่จะไปถึงประเทศจีนได้จากประเทศทั้งหลายเหล่านั้น. อันนี้ค่อนข้างจะไร้ประโยชน์ที่จะค้นหานโยบายต่างๆ ซึ่งรับมาจากประสบการณ์ของชาวจีนที่จะนำพาประเทศยากจนทั้งหลายให้มีการพัฒนาเช่นเดียวกับจีนที่พัฒนาแล้ว

เป็นไปได้ที่ไม่ควรจะมีใครบางคนพยายามที่จะไปยังชิคาโกจากชนบทในเคนทักกี ชิคาโกเป็นเมืองใหญ่ซึ่งผมอาศัยอยู่ที่นั่นมาเป็นเวลา 30 ปี เป็นสถานที่ซึ่งประหลาดมาก แต่มันไม่ใช่"เมืองที่สุกสว่างบนเนินเขา"ซึ่งเป็นความฝันของบรรพบุรุษทั้งหลายของพวกเรา. ชิคาโก สำหรับพวกเราแล้ว กล่าวได้ว่า"เป็นเมืองๆหนึ่งที่พวกเราทำงาน" และเป็นที่ทำกิจกรรมอื่นๆของพวกเราเป็นจำนวนมาก แต่ในเวลาเดียวกันมันก็เป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำหรือไม่เสมอภาคอย่างมาก มีโรงเรียนรัฐบาลและบริการสาธารณสุขท่ามกลางความสับสนอลหม่าน พื้นที่ขนาดใหญ่ของตัวเมืองที่เป็นแหล่งเสื่อมโทรม : มีการถูกทิ้งร้าง อาชญกรรม ความรุนแรงของแก๊งต่างๆ คนไร้ที่พักพิง การค้ายาเสพติด และคนติดยา. เรามีผู้คนหนุ่มเป็นจำนวนมากและผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่อยู่ในคุก และมักเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้แตกต่างไปจากประเทศจีนมากนัก จีนทำให้โลกรู้สึกประหลาดใจกับความสำเร็จในทางเศรษฐกิจของตนในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา แต่จีนก็ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ตามสัดส่วนที่สัมพันธ์กัน ความยากจนข้นแค้นอันเลวร้ายมากยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบททั้งหลาย; ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนกำลังถ่างกว้างมากขึ้น; การคอรัปชั่นก็กำลังแพร่หลาย; จำนวนคนว่างงานมีอัตราที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น; ความเสื่อมโทรมทางด้านสิ่งแวดล้อมแผ่คลุมไปทั่ว

ในด้านหนึ่งประเทศจีนควรได้รับการยอมรับว่าเป็นปลายทางของการพัฒนา เป้าหมายอันหนึ่งที่ถูกทำให้บรรลุผลสำเร็จโดยนโยบาย"ฉันทามติปักกิ่ง"อย่างเหมาะสม. ผมคิดว่ามันเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะมองประเทศจีนในทุกวันนี้ ในฐานะที่เป็นการทดลองทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับความสำคัญของประวัติศาสตร์โลกที่ยังไกลห่างจากความสำเร็จและความสมบูรณ์. นักวิชาการหลายคนกำลังมีคำอธิบายกันว่า ให้มองประเทศจีนในฐานะที่เป็นความพยายามอันยิ่งใหญ่ที่ได้สร้างสังคมที่เจริญงอกงาม สังคมที่ยุติธรรมพ้นไปจากลัทธิทุนนิยม (ไม่ว่ามันจะสำเร็จหรือไม่ก็ตามในการกระทำเช่นนั้น ซึ่งอันนี้ยังคงเป็นคำถามเปิดอยู่)

เรื่องที่ตามมา ผมใคร่เสนอกรอบทฤษฎีอันหนึ่ง ซึ่งขอเรียกว่า"ทฤษฎีระบบสืบทอดอำนาจ" ที่คิดว่าจะให้ความกระจ่างในสถานการณ์ของจีนสำหรับบริบทของโลกสมัยใหม่ มันเป็นกรอบคิดที่มีพื้นฐานอยู่ในลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจถึงการบรรลุเป้าหมายหรือประสบความสำเร็จในเชิงบวกเกี่ยวกับการปฏิรูปต่างๆ ของชาวจีน โดยชี้ถึงการปฏิรูปในอนาคตที่พึงปรารถนา และเตือนถึงมูลเหตุความผิดพลาดของการปฏิบัติ นอกจากนี้ยังจะแสดงให้เห็นถึง"แบบจำลองของจีน"ในปัจจุบันที่ไม่อาจนำไปใช้ได้ สำหรับประเทศต่างๆ ที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่(แต่ไม่ทั้งหมด)ในทุกวันนี้

ทฤษฎีระบบสืบทอดอำนาจ / ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ
(Successor-System Theory/Economic Democracy)

ลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นทฤษฎีหนึ่งทางด้านประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่บนแนวความคิดเกี่ยวกับมนุษย์ในฐานะสิ่งที่มีชีวิตทางสังคมในทางปฏิบัติและสร้างสรรค์. เมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับความยุ่งยากลำบากต่างๆ เราพยายามที่จะแก้ปัญหามัน ถ้าเผื่อว่าการแก้ปัญหาโดยปัจเจกไม่ประสบผลสำเร็จ เราจะพยายามรวมกลุ่มเพื่อแก้ไขปัญหา เมื่อสถาบันเก่าแก่ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ทำงานหรือมีสมรรถภาพเพียงพอ เราก็จะประดิษฐ์คิดสร้างสถาบันใหม่อันหนึ่งขึ้นมา เราไม่ได้ถูกจำกัดขอบเขตโดยด้านชีววิทยา เพื่อทำซ้ำแบบแผนต่างๆ ของบรรพบุรุษของพวกเราอย่างง่ายๆ จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติโดยบังเอิญ และการคัดสรรตามธรรมชาติที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

สำหรับจินตนาการของลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อสมรรถนะและความสามารถของมนุษย์ ดังที่มาร์กซ์ได้บันทึกไว้ว่า "ปฏิบัติการเกี่ยวกับพฤติกรรมของแมงมุม คล้ายคลึงกับคนเหล่านั้นที่ทำการถักทอเพื่อเลี้ยงชีพ และผึ้งก็ทำให้สถาปนิกต้องได้อายในการประกอบสร้างเซลล์หรือช่องโพรงของพวกมัน แต่สิ่งซึ่งจำแนกความแตกต่างระหว่างสถาปนิกที่เลวจากผึ้งที่ดีเยี่ยมก็คือ สถาปนิกนั้นยกย่องเชิดชูโครงสร้างในจินตนาการของตน ก่อนที่เขาจะสร้างมันขึ้นมาในความเป็นจริง"(1)

ความสามารถในการจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ยินยอมให้เราพัฒนาพลังการผลิตต่างๆ และความสัมพันธ์ทางสังคมของเรา ซึ่งยืดขยายการควบคุมของเราออกไปเหนือธรรมชาติ และเพิ่มสมรรถนะความเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่มีความสามัคคีและมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากขึ้น. ด้วยเหตุดังนั้น เราจึงสามารถที่จะกล่าวได้อย่างมีความหมายว่าเป็น "ความก้าวหน้าของมนุษย์". แน่นอน บ่อยครั้งเราทำในสิ่งที่ผิดพลาดเสมอ การทดลองในทางปฏิบัติของเรามักจะน้อมนำไปสู่ทางตันต่างๆ แต่พวกเราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดทั้งหลาย ความสามารถอันนี้สำหรับการเรียนรู้ร่วมกัน ยังจำแนกเราทั้งมวลออกจากสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น

ลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ได้จัดวางโครงสร้างที่แน่นอนอันหนึ่ง เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ มันได้สร้างแกนกลางทางความคิดเกี่ยวกับชนชั้นทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนและสังคมที่ได้รับการขั้นกลางโดยชนชั้น. ชนชั้นทางเศรษฐกิจทั้งหลายต่างมีเรื่องของผลประโยชน์ และผลประโยชน์ต่างๆ ของชนชั้นที่หลากหลายนี้ บ่อยทีเดียวที่มักก่อให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นมา

เมื่ออำนาจทางเศรษฐกิจต่างๆเริ่มเปลี่ยน อันเป็นผลลัพธ์หนึ่งซึ่งเนื่องมาจากการสร้างสรรค์ของพวกเรา ความพยายามและความอุตสาหะในทางปฏิบัติ ดุลยภาพของพลังอำนาจท่ามกลางชนชั้นต่างๆก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ของสถาบันบางสถาบัน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยนำไปสู่พัฒนาการทางเศรษฐกิจ หรืออย่างน้อยที่สุดทำให้เกิดเสถียรภาพทางสังคม กลับกลายเป็นไปในลักษณะตรงข้าม พวกมันกลายเป็นความอุ้ยอ้ายในสมรรถนะทางการผลิตของสังคม ขั้นตอนดังกล่าวจึงได้รับการตัดสินให้มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงสถาบัน

ลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มองลัทธิทุนนิยมในฐานะที่เป็นระเบียบการที่ก้าวหน้าทางเศรษฐศาสตร์สังคม ซึ่งโดยสาระแล้วปัจจุบันมันได้หมดสมรรถภาพลงแล้ว สถาบันทั้งหลายของลัทธิทุนนิยมกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดอันตรายและความเสียหายต่อผลประโยชน์ทั้งมวลของมนุษยชาติ และกำลังกลายเป็นอุปสรรคในการตระหนักและเข้าใจเกี่ยวกับความสัมฤทธิ์ทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งลัทธิทุนนิยมในตัวมันเองสามารถที่จะทำให้มีความเป็นไปได้

ลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์คาดการณ์ว่า ระเบียบใหม่อันหนึ่งจะก่อให้เกิดสิ่งที่ธำรงความสำเร็จในเชิงบวกของลัทธิทุนนิยมให้คงอยู่ แต่จะต้องขจัดแนวโน้มต่างๆ ในเชิงทำลายล้างของมันลงไป หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องทำให้มันเบาบางลงไปอย่างฉลาด

ดังที่รู้กันดี บรรดานักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์คลาสสิกทั้งหลาย ต่างนิ่งเงียบเกี่ยวกับลักษณะเชิงโครงสร้างของการคาดการณ์เกี่ยวกับระเบียบเศรษฐกิจใหม่อันนี้ พวกเขาควรจะได้รับการตำหนิสำหรับเรื่องดังกล่าว. ในฐานะที่เป็นทฤษฎีทางด้านวิทยาศาสตร์อันหนึ่ง ลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์จึงเรียกร้องต้องการข้อมูลในเชิงประจักษ์(empirical data) และในช่วงเวลาของการก่อตัวขึ้นมาของมัน มันไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาหรือการก่อรูปหลังทุนนิยม(post-capitalist formation)

ลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของคริสศตวรรษที่ 19 ได้คาดการณ์ถึงยุคหนึ่งเกี่ยวกับการทดลองในเชิงสถาบัน พวกเขาไม่รู้สึกประหลาดใจว่านวัตกรรมต่างๆในเชิงสถาบัน มักจะไม่ทำให้ความคาดหวังของนักนวัตกรรมสัมฤทธิผลดังประสงค์เสมอไป แต่ในฐานะมนุษย์ที่พวกเราเป็นสิ่งมีชีวิตโดยธรรมชาติในเชิงสร้างสรรค์และเชิงปฏิบัติ พวกเราต่างเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง และนับจากการที่ความขัดแย้งภายในของลัทธิทุนนิยมได้ปรากฏตัวขึ้นมา ที่ถูกวางอยู่บนสถาบันต่างๆของทุนนิยมโดยเฉพาะ ซึ่งอันนี้ไม่ใช่ธรรมชาติการเปลี่ยนผ่านเชิงประวัติศาสตร์ของสิ่งต่างๆ, ลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มีแนวโน้มที่ทำให้เรามีท่าทีหรือทัศนคติที่มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับอนาคต

ลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ไม่เพียงคาดการณ์ถึงอนาคตหลังทุนนิยมอันน่าพึงปรารถนาเท่านั้น แต่ก่อนที่อนาคตนั้นจะมาถึง ได้มีการเพิ่มเติมความชัดเจนในเชิงทฤษฎี ที่ได้รับสืบทอดมาจากหลักฐานและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างต่างๆของสังคมหลังทุนนิยมที่ใช้การได้และเป็นไปได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราจะต้องชูโครงสร้างต่างเหล่านี้ในจินตนาการขึ้นมา ก่อนที่เราจะสามารถสร้างมันขึ้นมาในโลกของความเป็นจริง

สิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่า"ทฤษฎีระบบสืบทอดอำนาจ"อ้างว่า ปัจจุบันเราได้มาถึงจุดซึ่งสามารถที่จะกำหนดโครงสร้างเหล่านี้ได้แล้ว. ทฤษฎีระบบสืบทอดอำนาจได้วางรูปแบบอันหนึ่งของลัทธิสังคมนิยมขึ้นมา ที่สามารถได้รับการแสดงให้เห็นประจักษ์, ในเชิงทฤษฎี, มันมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับลัทธิทุนนิยม และมีเหตุมีผลมากในความเจริญเติบโตของมัน และไปไกลมากเกินกว่าเรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่พัฒนาขึ้นในลัทธิทุนนิยม กล่าวคือเรื่องของคุณภาพชีวิตและประชาธิปไตย มันยึดถือรูปแบบอันนี้เป็นขั้นตอนต่อไปที่พ้นไปจากลัทธิทุนนิยม

แน่นอน ตัวอย่างในโลกของความเป็นจริงเกี่ยวกับลัทธิสังคมนิยมนั้น จะแสดงถึงโครงสร้างที่ซับซ้อนอันหนึ่ง แต่สถาบันพื้นฐานต่างๆของมันก็ธรรมดาเรียบง่ายพอที่จะระบุได้ ในฐานะที่เป็นสถาบันพื้นฐานต่างๆของลัทธิทุนนิยม โครงสร้างที่สำคัญของสิ่งที่ผมเรียกว่า"ประชาธิปไตยเศรษฐกิจ"(Economic Democracy) สามารถได้รับการทำความเข้าใจได้ และดีที่สุดในการเปรียบเทียบกับโครงสร้างสำคัญของลัทธิทุนนิยมและแบบจำลองที่บุกเบิกขึ้นมาของลัทธิสังคมนิยม, ซึ่งโซเวียตเรียกว่า "ระบบเศรษฐกิจแบบที่รัฐควบคุม"(command economy)

ลัทธิทุนนิยม โดยแก่นสารของมันเป็นการประกอบตัวขึ้นมาของสถาบันพื้นฐาน 3 ส่วน นั่นคือ

ส่วนที่หนึ่ง ทรัพย์สินส่วนตัว(private property หมายถึงความเป็นเจ้าของเครื่องมือในการผลิตต่างๆ),
ส่วนที่สอง ตลาด(market), และ
ส่วนที่สาม ค่าจ้างแรงงาน(wage labor)

กล่าวคือ ลัทธิทุนนิยมคือเศรษฐศาสตร์ตลาดของการแข่งขัน ซึ่งเครื่องมือการผลิตทั้งหลายถูกเป็นเจ้าของโดยส่วนตัว และส่วนใหญ่ของแรงงานถูกผูกมัดอยู่กับเรื่องของค่าแรง

ในเชิงนิเสธหรือทางตรงข้ามกับลัทธิทุนนิยม แบบจำลองของโซเวียตได้ขจัดตลาดออกไป และแทนที่มันด้วยการวางแผนที่ครอบคลุม กำจัดความเป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิตที่เป็นส่วนตัว และแทนที่ด้วยรัฐซึ่งมาทำหน้าที่เป็นเจ้าของ แต่ยังคงรักษาเรื่องของค่าจ้างแรงงานเอาไว้. บรรดาคนงานทั้งหลาย ปัจจุบันได้รับการว่าจ้างโดยรัฐ มากกว่าโดยกลุ่มทุนส่วนตัว

ประชาธิปไตยเศรษฐกิจ(economic democracy) ได้เบี่ยงเบนจากลัทธิทุนนิยมในรูปแบบวิธีการที่ต่างออกไปอันหนึ่ง มันยังคงรักษาตลาดเอาไว้ อย่างน้อยที่สุดสำหรับสินค้าและบริการต่างๆ. มันแทนที่ค่าแรงงานโดยการให้ประชาธิปไตยในที่ทำงาน. มันได้สร้างโครงสร้างเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เพื่อที่จะสังคมเป็นผู้ควบคุมอย่างเป็นประชาธิปไตยเหนือการลงทุน ซึ่งตรงนี้ผมขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้…

- ประชาธิปไตยเศรษฐกิจยอมรับว่า ตลาดแข่งขันอันหนึ่งสำหรับสินค้าและบริการเป็นสิ่งที่จะขาดเสียมิได้ ต่อเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่เป็นพลวัตรและมีประสิทธิภาพ อย่างน้อยที่สุดตราบเท่าที่เงื่อนไขต่างๆเกี่ยวกับความขาดแคลนยังคงมีอยู่. แต่มันปฏิเสธข้ออ้างที่ว่าตลาดแรงงานและตลาดทุนที่มีการแข่งขันถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นด้วย. พลังแรงงานไม่ต้องการได้รับการพิจารณาในฐานะที่เป็นสินค้าอย่างหนึ่ง. ทุนไม่ควรที่จะถูกจัดสรรหรือกำหนดโดยอำนาจต่างๆ ของตลาด

- สถานที่ทำงานควรถูกทำให้เป็นประชาธิปไตย แน่นอน การตรวจสอบในเชิงสถาบันอย่างเหมาะสม และการมีดุลยภาพจักต้องได้รับการวางหรือบ่มเพาะขึ้น เพื่อผลประโยชน์ของความเข้มแข็งของประชาธิปไตยอย่างมีประสิทธิภาพ - เช่นเดียวกันกับกรณีของประชาธิปไตยในทางการเมืองด้วย (2). การบริหารจะต้องมีอิสระมากพอเพื่อการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และคนงานทั้งหลายจะต้องสามารถที่ถูกโยกย้ายออกไปได้ถ้าเผื่อว่าพวกเขาไร้ประสิทธิภาพ

- สภาที่ได้รับการเลือกตั้งของคนงาน ควรจะแต่งตั้งนักบริหารจัดการสูงสุด และยอมรับการตัดสินใจต่างๆ ของบริษัทในเรื่องสำคัญๆ) รายได้ของคนงานควรผูกพันอยู่กับกำไรต่างๆ ของบริษัท เพื่อว่าบรรดาคนงานทั้งหลายจะถูกกระตุ้นให้คัดเลือกนักบริหารจัดการที่ดี และทั้งหมดจะได้รับการกระตุ้นให้ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง. การมีส่วนร่วมของคนงานควรได้รับการสนับสนุน เพื่อว่าจะได้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของคนงาน และเพื่อทำให้เกิดความซื่อสัตย์ต่อบริษัทมากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้ก็เพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะเกี่ยวกับประชาธิปไตย

การควบคุมทางสังคมในด้านเกี่ยวกับการลงทุน เป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวข้องกับ

(ก) การก่อเกิดเงินลงทุนสาธารณะด้วยวิธีการจัดเก็บภาษี (ในเชิงอุดมคติ คือภาษีสินทรัพย์การลงทุน capital asset tax) แทนความไว้เนื้อเชื่อใจในการเก็บออมของปัจเจกชนส่วนตัว และ

(ข) การจัดสรรทุนเหล่านี้โดยสถาบันต่างๆ ทางการเงินของสังคม

ดังกฎทั่วๆไปอันหนึ่ง แต่ละท้องถิ่นของประเทศ มีการให้สิทธิแต่แรกในการจัดสรรเกี่ยวกับเงินลงทุนของสังคม. ธนาคารต่างๆ จะให้ทุนเหล่านี้โดยคำนึงถึงกำไรหรือผลประโยชน์ แต่ก็ใคร่ครวญถึงเป้าหมายอื่นๆ ทางสังคมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างงาน ซึ่งอันนี้ควรหมายเหตุลงไปด้วยว่า การควบคุมทางสังคมเกี่ยวกับการลงทุน เป็นสิ่งที่ร่วมกันกับรูปแบบที่หลากหลายของการเป็นเจ้าของธุรกิจ

สังคมไม่ให้ความไว้วางใจในการจำกัดความมั่งคั่งส่วนตัวโดยสมัครใจ และไม่เชื่อในการเป็นเจ้าของกิจการโดยรัฐสำหรับเงินลงทุนต่างๆ. เงินลงทุนถูกทำให้เกิดขึ้นมาโดยภาษีที่ยุติธรรมและโปร่งใสในสินทรัพย์การผลิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐ, กลุ่มคน, หรือส่วนตัว (ในแบบจำลองบริสุทธิ์ การเงินภายนอกทั้งหมดมาจากทุนสาธารณะอันนี้ ส่วนแหล่งต้นตออื่นๆ อาจได้รับการยินยอม แม้ว่าการดูแลจะต้องรักษาแหล่งต้นตอเหล่านี้ให้เป็นรองจากทุนสาธารณะ)

ผมจะไม่ถกเถียงในที่นี้ว่า เศรษฐกิจบนโครงสร้างตามแนวทางเหล่านี้จะได้ผล กล่าวคือ มันจะมีประสิทธิภาพเท่าๆกับรูปแบบต่างๆของลัทธิทุนนิยม และในเวลาเดียวกันมันมีเหตุมีผลมากกว่า, เป็นประชาธิปไตยกว่า, มีความเสมอภาคของมนุษย์มากกว่า, และยั่งยืนถาวรกว่า. อันที่จริงเรื่องต่างๆเหล่านี้ ผมได้สาธยายเอาไว้อย่างยืดยาวในที่อื่นๆ แล้ว (3)

ขอให้ผมได้ถามผู้อ่านว่ายอมรับข้ออ้างอันนี้ว่าเป็นจริงหรือไม่ และลองพิจารณาถึงความจริงร่วมสมัยว่าปรากฏออกมาเป็นเช่นไร ถ้าหากว่ารูปแบบอันนั้นของตลาดสังคมนิยม เป็นสิ่งที่ใช้การได้จริงและน่าปรารถนาเช่นดังที่ได้อ้างว่ามันเป็นอย่างนั้น และถ้าเผื่อว่าบางสิ่งคล้ายๆกับรูปแบบนี้ของสังคมนิยม คืออนาคตหลังทุนนิยมดังที่ลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ได้คาดการณ์ ขอให้เรามาเริ่มต้นกันที่ประเทศจีน

สิ่งที่เกี่ยวข้องต่างๆกับประเทศจีน (Implications for China)
กับทุกประเทศทั่วโลกในทุกวันนี้ จีนถือเป็นหนึ่งในที่ตั้งซึ่งดีที่สุดที่จะทำการส่งผ่านหรือเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตยเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่เพียงจีนต้องเผชิญหน้ากับการท้าทายดังที่กล่าวข้างต้น แต่ยังเนื่องเพราะอำนาจทางการเมืองและสติปัญญาที่สำคัญในจีนทุกวันนี้ ที่เป็นแรงกระตุ้นเสริมซึ่งปรกติแล้วอยู่เบื้องหลังประตูที่ปิด ทำให้จีน"ร่วมกับกระแสหลักดังกล่าว โดยกลายเป็นเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีพัฒนาการอย่างสมบูรณ์ (แน่นอน แม้ว่าจะเป็นไปในลักษณะเฉพาะตัวของจีนก็ตาม)

แต่อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่เพียงพลังอำนาจต่างๆ เชิงรุกในจีนแน่นอน ยังมีคนเหล่านั้นซึ่งที่ยอมรับและเห็นคุณค่าสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างแจ่มชัด นั่นคือ ลัทธิทุนนิยมไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานต่างๆ ซึ่งปัจจุบัน จีนกำลังเผชิญหน้าอยู่ได้ ลัทธิทุนนิยมไม่อาจจะขจัดความยากจนลงไปได้ หรือทำให้เกิดการจ้างงานได้อย่างเต็มที่ รวมถึงลดทอนความเหลื่อมล้ำลง นอกจากนี้ลัทธิทุนนิยมยังไม่อาจที่จะสร้างความกลมกลืน การปฏิสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติได้ด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่อาจทำได้ไม่ว่าที่ไหนๆบนดาวเคราะห์ดวงนี้ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะคิดว่ามันจะทำได้ในประเทศจีน แบบจำลองที่แตกต่างของการพัฒนาจึงเป็นที่ต้องการอย่างแน่นอน (4)

ประชาธิปไตยเศรษฐกิจนับเป็นแบบจำลองที่เหมาะสมอย่างยิ่งอันหนึ่ง แน่นอน แบบจำลองดังกล่าวดังที่ได้ระบุ มันค่อนข้างเป็นนามธรรม และดูไกลห่างจากพิมพ์เขียวสำหรับการแก้ปัญหาต่างๆของจีน แต่มันได้จัดหากรอบโครงร่างอันหนึ่งขึ้นมา สำหรับการประเมินการปฏิรูปต่างๆของจีน และสำหรับการเสนอแนะการปฏิรูปต่างๆเพิ่มเติม ขอให้ลองพิจารณาส่วนที่เกี่ยวข้องตามมา ซึ่งทฤษฎีระบบสืบทอดอำนาจมีสำหรับประเทศจีน ดังนี้ :

ทฤษฎีระบบสืบทอดอำนาจ

1. ทฤษฎีระบบสืบทอดอำนาจทำให้เกิดความชัดเจนว่า จีนมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการบนแนวทางของการปฏิรูปต่างๆ ทางด้านตลาด. ลัทธิสังคมนิยมที่เจริญเติบโตได้จะต้องเป็นตลาดของลัทธิสังคมนิยม

2. ทฤษฎีดังกล่าวแฝงนัยว่า จีนควรจะกระตุ้นสนับสนุนการพัฒนาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในที่ทำงาน โดยเฉพาะจีนดูจะเหมาะสมที่สุดที่จะกระทำเช่นนั้น นับตั้งแต่ที่

2.1 ประชาธิปไตยในที่ทำงานเป็นเรื่องเชิงอุดมคติตามคุณค่าต่างๆ ของสังคมนิยมที่ได้รับการประกาศโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน และ

2.2 สภาคนงานและที่ประชุมคนงานต่างๆ มีอยู่ในสถานที่ในที่ทำงานของบริษัทจำนวนมากอยู่แล้ว (5)

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ามีอุปกรณ์หรือเครื่องไม้เครื่องมือที่เหมาะสม ประชาธิปไตยในที่ทำงานก็สามารถได้รับการคาดหวังที่จะช่วยยกระดับและเพิ่มการปฏิบัติงานของบริษัทได้มากขึ้น (6) ข้อพิจารณาต่างๆ ทางศีลธรรมและเรื่องทางวัตถุไม่ได้ขัดแย้งกัน

3. ทฤษฎีระบบสืบทอดอำนาจเสนอว่า รัฐบาลจีนไม่ควรที่จะยกเลิกการควบคุมที่สำคัญเหนือการจัดสรรเงินลงทุนต่างๆ. มันเป็นความจริงที่ว่า ระบบการธนาคารต้องมีการปฏิรูปอย่างสำคัญ แต่การปฏิรูปนี้ควรกระทำด้วยความเชี่ยวชาญและด้วยความระมัดระวัง เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่า เงินทุนต่างๆสำหรับการลงทุนจะถูกแพร่กระจายไปสู่ท้องถิ่นบนพื้นฐานที่ยุติธรรม และยิ่งไปกว่านั้น บรรทัดฐานดังกล่าวที่ฉายถึงความสามารถในการทำกำไรได้ จะถูกนำมาใช้เพื่อการจัดสรรเงินทุนต่างๆ เหล่านี้

แม้ว่าการลงทุนจากต่างประเทศ และการเก็บออมส่วนตัวของผู้คนภายในประเทศ อาจมาช่วยในด้านอุปทานส่วนหนึ่งของเงินลงทุน แต่รัฐบาลควรที่จะสร้างเงินทุนนี้ให้มากขึ้นเท่าที่เป็นไปได้ โดยการจัดเก็บภาษีธุรกิจ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการกลายเป็นตัวประกันหรือจำเลย ต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ

อันนี้ไม่ควรที่ได้รับการประเมินที่ต่ำเกินไป อันตรายในที่นี้คือการข่มขู่เกี่ยวกับ"การสไตร์คการลงทุน" ถือเป็นหนึ่งในอาวุธที่มีอำนาจมากสุดของชนชั้นนายทุน ในการทำให้เกิดความมั่นใจและธำรงรักษาความมีอิทธิพลเอาไว้ เมื่อผลประโยชน์ต่างๆของนายทุนทุกคนได้ถูกทำให้กระทบกระเทือนในทางตรงข้าม โดยการถดถอยทางเศรษฐกิจ ผลประโยชน์ทั้งหลายของบรรดานักลงทุนจะกลายเป็นผลประโยชน์สากล. ดังนั้นบรรดานักลงทุนทั้งหลายจะต้องมีความสุข และผลประโยชน์ต่างๆ ของพวกเขาจะต้องเหนือกว่าคนอื่นๆ ทั้งหมด

4. นับแต่ที่ทฤษฎีระบบสืบทอดอำนาจยอมรับการควบคุมการลงทุนมากกว่าความเป็นเจ้าของด้วยตัวเอง ในฐานะที่เป็นกุญแจสำคัญต่อพัฒนาการในเชิงเหตุผล ดังนั้นมันจึงให้การสนับสนุนการทดลองในปัจจุบันของจีน โดยความหลากหลายเกี่ยวกับรูปแบบต่างๆเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของ เช่น

- การเป็นเจ้าของโดยรัฐ(state ownership)
- การเป็นเจ้าของโดยกรรมสิทธิ์ร่วม(collective ownership)
- การถือหุ้นร่วมกัน(shareholding cooperative)
- การเป็นเจ้าของโดยการจัดการด้วยคนงาน(worker-manager ownership)
- การร่วมลงทุน(joint venture)
- การเป็นเจ้าของโดยนายทุนขนาดเล็ก(petty-capitalist ownership) แม้กระทั่ง
- การเป็นเจ้าของโดยนายทุนใหญ่ และการเป็นเจ้าของโดยนายทุนบรรษัท(corporate-capitalist owneship)

เรารู้จากประสบการณ์ในประวัติศาสตร์ว่า แบบจำลองต้นๆ ของลัทธิสังคมนิยมนั้นล้มเหลว อย่างน้อยที่สุดก็นับได้สองครั้ง พวกเขาไม่ยอมรับข้อมูลที่ควบคุมยากและความยุ่งยากต่างๆ ของแรงกระตุ้นซึ่งมีอยู่แต่กำเนิดในหัวใจของแผนการณ์ ซึ่งจะน้อมนำไปสู่การไร้ประสิทธิภาพอย่างมาก และพวกเขาก็ล้มเหลวที่จะตระเตรียมแรงกระตุ้นต่างๆ สำหรับกิจกรรมเกี่ยวกับการประกอบการที่มีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ค่อนข้างชัดเจน

ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ สามารถได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไปได้โดยการนำเสนอตลาดต่างๆ เกี่ยวกับการแข่งขัน. ในทฤษฎีอย่างน้อยที่สุด สิ่งนี้สามารถกระทำได้ขณะที่ยังคงความเป็นเจ้าของโดยรัฐ (7) ปัญหาเกี่ยวกับการประกอบการค่อนข้างมีความสลับซับซ้อนมากกว่า สังคมที่กำลังพัฒนา อันที่จริงเศรฐกิจที่มีพลวัตรใดๆก็ตาม ต้องการชนชั้นหนึ่งของปัจเจกชนทั้งหลายที่มีเจตจำนงที่จะรับผิดชอบ และเสี่ยงในการจัดตั้งบริษัทใหม่ๆขึ้นมา ทั้งนี้เพื่อพัฒนาผลผลิตใหม่ๆ และทำการทดลองเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า. ปัจเจกชนที่ให้บริการที่แท้จริงต่อสังคม พวกเขาควรจะได้รับรางวัลอย่างเหมาะสม

มันไม่ค่อยชัดเจนว่า ปัญหาการประกอบการสามารถได้รับการขจัดให้หมดไปได้ ในระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนจากส่วนกลางอย่างแต่ก่อน ซึ่งกำลังทำการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยเศรษฐกิจโดยปราศจากการยินยอมจากภาคส่วนของทุนอย่างแท้จริงในการพัฒนา นั่นคือ ภาคส่วนของบริษัทต่างๆที่ถูกเป็นเจ้าของโดยปัจเจกชนที่ใช้การว่าจ้างแรงงาน สำหรับด้านหนึ่ง มันได้นำเอาทักษะความชำนาญเกี่ยวกับการประกอบการเพื่อพัฒนาภาคธุรกิจขนาดเล็กซึ่งต้องการความมีประสิทธิภาพมาใช้

เป็นเรื่องง่ายมากสำหรับปัจเจกชนหรือคนกลุ่มเล็กๆที่จะจัดตั้งบริษัทเอกชน(capitalist enterprise) ซึ่งอันนี้ง่ายกว่ากลุ่มคนงานที่จะมาร่วมกันและจัดตั้งบริษัทที่ดำเนินการโดยคนงาน (worker-run enterprise). มากยิ่งไปกว่านั้น บริษัทที่ดำเนินการโดยคนงานทั้งหลาย อาจมีเจตจำนงที่จะนำเอาวิธีการการสุ่มเสี่ยงต่างๆ ซึ่งอาจพิสูจน์ถึงประโยชน์ทางสังคมน้อยกว่าบริษัทเอกชนต่างๆ(capitalist firms)จะทำ เนื่องจากว่า มันต้องปันส่วนกำไรต่างๆนั่นเอง คนงานทั้งหลายในฐานะปัจเจก ไม่สามารถที่จะเก็บเกี่ยวรางวัลสิ่งตอบแทนอันน่าตื่นเต้นที่นายทุนคนหนึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้ เราไม่อาจทราบได้เลยว่าจุดนี้ ประชาธิปไตยเศรษฐกิจจะมีพลวัตรอย่างไร โดยปราศจากภาคส่วนของทุนเอกชน และเราไม่อาจกำหนดได้ถึงสิ่งซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดของความเสี่ยงในการประกอบการที่ควรจะเป็น

โดยนิยามความหมาย การดำเนินความเสี่ยงเกี่ยวพันกับความเป็นไปได้เกี่ยวกับความล้มเหลวอย่างมีนัยสำคัญ. ความล้มเหลวต่างๆ ทำให้ทรัพยากรทั้งหลายสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งในส่วนของทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรทางด้านวัตถุ เราต้องการเศรษฐกิจที่บริษัทต่างๆ มีทั้ง"ความรอบคอบสุขุม"และ"กล้าเสี่ยง". อันนี้เป็นที่เข้าใจได้ ที่จะทำการทดลองกับรูปแบบความเป็นเจ้าของต่างๆ เพื่อค้นพบการผสมผสานที่ถูกต้อง

5. แม้ว่าทฤษฎีระบบสืบทอดจะให้การสนับสนุนสำหรับการยินยอมให้ภาคส่วนของทุนเอกชน เข้ามาเพื่อพัฒนาในสังคมแบบสังคมนิยม แต่มันก็มีคำเตือนต่างๆ เกี่ยวกับอันตรายต่อท่าทีนี้ด้วย. เราแทบไม่อาจคาดเดาได้ว่า ชนชั้นนายทุนจะปรากฏตัวขึ้นมาในประเทศจีน และปรารถนาที่จะเป็นชนชั้นปกครอง. อันที่จริง มันเป็นความเข้าใจในเชิงประจักษ์ของมาร์กเซียนพื้นๆ อันหนึ่งที่ว่าชนชั้นที่ปรากฏขึ้นมาทุกๆ ชนชั้น ต่างมีความปรารถนาในอำนาจทางการเมือง. ถ้าเผื่อว่ามันเป็นความจริง ลัทธิทุนนิยมก็ไม่สามารถที่จะขจัดปัญหาต่างๆเบื้องต้นของจีนให้หมดไปได้ ดังนั้น นโยบายต่างๆจะต้องได้รับการจัดวางอย่างรัดกุม ในการยินยอมให้ชนชั้นนายทุนพัฒนาขึ้นมา แต่ก็จะต้องจำกัดหรือตีวงชนชั้นนี้ให้มีบทบาทรองในทางเศรษฐกิจ

เพื่อจัดทำชุดนโยบายที่เหมาะสมอันหนึ่ง มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะจำแนกบทบาทที่ชัดเจน 2 บทบาท ซึ่งบรรดานายทุนทั้งหลายแสดงออกในเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

- ด้านแรก คือบทบาทเชิงรุก - เป็นบทบาทของการประกอบการ
- ส่วนอีกด้านหนึ่ง คือบทบาทเชิงรับ - นายทุนเป็นเพียงอุปทานหรือผู้จัดหาทุน

บทบาทเดิมๆ ของนายทุนนั้น ซึ่งโดยทั่วไป เป็นเรื่องของความก้าวหน้า(progressive) อันนี้ถือเป็นบทบาทหนึ่งที่ได้รับการเน้นโดยอุดมคติแบบทุนนิยม แต่บทบาทอย่างหลังนั้นมีแนวโน้มที่จะมีอิทธิพลในประเทศทุนนิยมที่ก้าวหน้าต่างๆ และเป็นภาระโดยตรงอันหนึ่งสำหรับคุณลักษณ์ของสังคมทุนนิยมทั้งหลาย ที่ความไม่ยุติธรรม ความไม่เสมอภาคมากๆ และความไร้เหตุผลอย่างลึกล้ำอื่นๆ ของระบบดังกล่าวต้องมีการรับผิดชอบ

ลัทธิทุนนิยมที่ไร้ขีดจำกัด จะเพิ่มเติมความอยุติธรรมหรือความไม่เสมอภาคขึ้นมาตามกาลเวลา ซึ่งได้รับหลักประกันดังกล่าวโดยกฎของคณิตศาสตร์

ลองพิจารณาถึงเศรษฐีคนหนึ่ง - ซึ่งเขามีรายได้สุทธิเกินกว่า 1 พันล้านเหรียญ และได้นำเงินดังกล่าวเข้าสู่ระบบทุนธรรมดาๆ เขาได้ฝากเงินเข้าไปในกองทุนหรือธนาคาร ที่จะให้ผลตอบแทนกลับมา 5% ต่อปี. เงินตอบแทนนี้จะจ่ายคืนให้เขา 50 ล้านเหรียญต่อปี โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ปีแล้วปีเล่าโดยตลอด (รายได้ดังกล่าวจะเลื่อนไหลไปเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุดไปพร้อมกับความตาย แต่จะส่งทอดไปสู่ทายาททั้งหลายของเขา) ถ้าเผื่อว่าเขาไม่ได้ใช้เงิน 50 ล้านเหรียญไปกับการบริโภคเลย(แม้ว่าจะแทบเป็นไปไม่ได้) และทิ้งเงินก้อนดังกล่าวเอาไว้ในกองทุน เขาจะทำเงินได้มากยิ่งๆ ขึ้นไป จากเงิน 1 พันล้านเหรียญ จะกลายเป็น 2 พันล้านเหรียญใน 15 ปี และจะก่อเกิดรายได้จากดอกเบี้ยเป็น 100 ล้านเหรียญต่อปี และเขาจะมีเงิน 4 พันล้านเหรียญใน 30 ปี ซึ่งถ้าหากว่าเขายังฝากเงินจำนวนนั้นต่อไป เขาก็จะได้ดอกเบี้ย 200 ล้านเหรียญต่อปี ฯลฯ

นั่นคือผลประโยชน์ทบต้นอันน่าอัศจรรย์. ไม่มีนักคณิตศาสตร์คนใดที่รู้สึกประหลาดใจเกี่ยวกับครอบครัวคนอเมริกันที่อยู่ในจุดสูงสุด 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งได้แก่บรรดาเศรษฐี 341 คน ปัจจุบันนี้บรรดาเศรษฐีเหล่านั้น เป็นเจ้าของความมั่งคั่งราว 40% ของทรัพย์สินของสหรัฐอเมริกาทั้งหมด (8)

คำถามเบื้องต้นคือว่า สังคมสามารถกระตุ้นและสนับสนุนการพัฒนาชนชั้นนายทุนซึ่งเป็นผู้ประกอบการ โดยปราศจากการเป็นชนชั้นนำและมีความมั่นคงนั้นได้อย่างไร? คำตอบในเชิงทฤษฎีคือการจัดวางนโยบายต่างๆ ที่ยินยอมให้นายทุนผู้ประกอบการทั้งหลายสามารถที่จะเจริญเฟื่องฟูขึ้นมาได้ แต่ต้องสกัดกั้นพวกเขาไม่ให้กลายเป็นนายทุนที่มีบทบาทเชิงรับ. คำถามมีว่า ได้มีชุดนโยบายที่เป็นไปได้นั้นหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้? คำตอบดูเหมือนว่าใช่ อย่างน้อยที่สุดสำหรับประชาธิปไตยเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้วางใจนายทุนทั้งหลายในทุนอุปทาน ชุดนโยบายดังกล่าวประกอบด้วยข้อกำหนดต่างๆ ดังต่อไปนี้

- เมื่อนายทุนผู้ประกอบการปรารถนาที่จะขายธุรกิจของเขา (หรือส่วนแบ่งในทางธุรกิจ) รัฐเป็นผู้มีสิทธิ์รายแรกที่จะเป็นผู้ซื้อก่อน
- เมื่อนายทุนผู้ประกอบการถอนตัวหรือเกษียณอายุ เขาจะต้องขายธุรกิจ (หรือส่วนแบ่งในธุรกิจของเขา)
- เมื่อรัฐได้เข้าควบคุมผลประโยชน์ในบริษัท บริษัทนั้นก็จะถูกเปลี่ยนมือไปสู่คนงานทั้งหลาย ซึ่งมีการดำเนินการอย่างเป็นประชาธิปไตย
- รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับแรงงานทั้งหมด นั่นคือ รายได้ที่เป็นผลประโยชน์หรือรายได้จากเงินปันผลที่จ่ายเป็นหุ้น จะต้องถูกเรียกเก็บถาษี ตามอัตราภาษีแบบก้าวหน้า (นั่นคือ การเก็บภาษีในอัตราที่เพิ่มขึ้นเป็นขั้นๆ ตามรายได้)

ถ้าการประยุกต์ใช้มาตรการดังกล่าวเป็นไปอย่างรอบคอบ นโยบายต่างๆเหล่านี้ควรจะกักให้ชนชั้นนายทุนอยู่สถานะที่เป็นรอง. เมื่อนายทุนผู้ประกอบการยุติกิจกรรมที่เกี่ยวพันกับธุรกิจ ความเป็นเจ้าของของเขาก็จะต้องยุติลงด้วย ส่วนแบ่งของเขาจะไม่มีการส่งผ่านไปสู่ทายาทหรือลูกหลานทั้งหลายของตน ส่วนแบ่งของเขาจะคืนกลับสู่รัฐ ซึ่งความจริงในเชิงปฏิบัติก็คือ ธุรกิจนั้นจะส่งผ่านไปสู่กลุ่มคนงาน ความเป็นเจ้าของจะไม่รวมศูนย์ในมือของปัจเจกชนหรือเป็นส่วนตัว. รายได้ทรัพย์สินในตัวของมันเองจะอยู่ภายใต้การตรวจสอบโดยภาษีในอัตราก้าวหน้า หรือเพิ่มขึ้นเป็นขั้นๆ

เป็นเรื่องที่สำคัญซึ่งควรหมายเหตุลงไปว่า ความต้องการต่างๆที่ถูกควบคุมไม่ใช่รายได้ของปัจเจกบุคคลในตัวของมันเอง แต่จะมีการควบคุมความเป็นเจ้าของของเขาเกี่ยวกับส่วนแบ่งขนาดใหญ่กว่าในทางเศรษฐกิจ. ภาษีรายได้เป็นตัวอย่าง ไม่ควรถูกแบ่งเป็นขั้นๆ สูงมากจนเกินไปเพื่อป้องกันการบริโภคของนายทุนในอัตราสูง ความเป็นไปได้เกี่ยวกับการบริโภคในอัตราที่สูง คือสิ่งซึ่งกำลังถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นกิจกรรมการประกอบการ สิ่งที่ต้องการได้รับการตรวจสอบคือรายได้ที่มากเกินไป

เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำความเข้าใจว่า เงื่อนไขหรือปัจจัยที่ไม่มั่นคงในเศรษฐกิจทุนนิยม ไม่ใช่สิ่งที่นายทุนบริโภค แต่เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาไม่บริโภค. สิ่งที่นายทุนทั้งหลายไม่บริโภคก็เพราะว่า เขาต้องการประหยัดหรือรักษาทุนเอาไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ดังที่ Keynes ให้กระจ่างชัดว่า การสะสมหรือการประหยัดนี้สามารถนำไปสู่ความไม่มั่นคงได้. ถ้าการสะสมต่างๆไม่ได้นำไปลงทุนให้เกิดผลในเศรษฐกิจภายใน หากเป็นเช่นนั้น ก็จะก่อให้เกิดอุปสงค์รวมที่ต่ำลง และเกิดความตกต่ำและการถดถอยทางเศรษฐกิจตามมา

เมื่อปัจเจกชนทั้งหลายควบคุมกระบวนการลงทุน รัฐบาลก็จะตกเป็นตัวประกันของความเชื่อมั่นของผู้คนเหล่านี้. ดังนั้น สิ่งสำคัญอย่างยิ่งของการก่อเกิดขนาดเกี่ยวกับเงินลงทุนของสังคมก็คือ ระบบการจัดเก็บภาษี มากกว่ามาจากการสะสมหรือการประหยัดของเอกชน และการมีนโยบายภาษีนั้นจะทำให้คนที่ประหยัดและมีทรัพย์สมบัติร่ำรวยอยู่ภายใต้การตรวจสอบ
6. แม้ว่าทฤษฎีระบบสืบทอดอำนาจจะสนับสนุนการทดลองด้วยรูปแบบต่างๆของความเป็นเจ้าของ แต่มันก็ชี้ถึงอันตรายอันหนึ่งโดยเฉพาะสำหรับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนผ่านต่างๆ. ทฤษฎีดังกล่าว เรียกร้ององค์ประกอบ 2 ประการ คือ

1. การยืนยันเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานทั้งหลายของลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ และ
2. แบบจำลองทางเศรษฐกิจ

องค์ประกอบประการหลังนี้ของทฤษฎีเสนอว่า ดังที่ได้บันทึกไว้ จีนควรจะสนับสนุนการพัฒนาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในที่ทำงาน. ส่วนองค์ประกอบลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ทำให้พวกเราไวต่อประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการต่อสู้ทางชนชั้น. มันเตือนเราให้ตระหนักในข้อเท็จจริงที่ว่า จีนได้ทำการทดลองรูปแบบการเป็นเจ้าของอย่างหลายหลาก ชนชั้นที่แตกต่างจะมีผลประโยชน์ที่ต่างกัน

บรรดาคนงานทั้งหลาย แน่นอน จะชอบหรือยกย่องคนงานที่มีการควบคุม ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาผู้บริหารและนักจัดการทั้งหลายต่างมีลักษณะที่ไม่ค่อยแน่นอน บวกและลบ-ขึ้นๆลงๆ. บรรดาผู้บริหารจัดการสูงสุดของรัฐ - ที่เป็นเจ้าของบริษัท และเป็นเจ้าของบริษัทร่วมกัน จะอยู่ในท่าทีที่สงบนิ่งในการดำรงความเป็นเจ้าของบริษัทต่างๆของพวกเขา นั่นคือ การเป็นนายทุนต่างๆ

พวกเขาอาจต้องการการสนับสนุนของกลุ่มแรงงานเพื่อวางแผนการซื้อขายหุ้นของบริษัทของรัฐ หรือบริษัทที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วม แต่พวกเขาโดยสัญชาตญาน ต่างต่อต้านการฝ่าฝืนหรือละเมิดต่อความเป็นอิสระในการจัดการของตัวเองของพวกเขา - จากรัฐ, จากเมือง, หรือกลุ่มแรงงานของพวกเขาเอง. (ผู้บริหารจัดการทั้งหลายของบริษัทต่างๆ ในลัทธิทุนนิยมตะวันตกก็มีท่าทีต่อต้านในทำนองเดียวกันต่อการแทรกแซงของภายนอก รวมทั้งที่เกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทด้วย บรรดาผู้บริหารจัดการทั้งหลายมักจะต้องการความเป็นอิสระ ไม่ว่าความเป็นอิสระนี้จะอยู่ร่วมกันได้กับผลประโยชน์ในระยะยาวของสังคมหรือไม่ก็ตาม)

ด้วยเหตุดังนั้น ถ้ามีความเป็นไปได้สำหรับผู้จัดการทั้งหลายที่จะถูกควบคุมอย่างเต็มที่ โดยบริษัทที่เป็นเจ้าของโดยคนงานซึ่งค่อนข้างเป็นไปแบบไม่ดีนัก ข้อสรุปซึ่งดูท่าจะไม่ค่อยดีที่ตามมาคือ บรรดาผู้จัดการทั้งหลายจะมีแรงกระตุ้นที่เข้มแข็งอันหนึ่งที่จะมองว่า บริษัทที่เป็นเจ้าของโดยคนงานนั้นล้มเหลว

กรณีของโรงงานจิงไวน์ ที่รายงานโดย The Washington Post เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับกรณีนี้ (9) โรงงานจิงไวน์ที่ตั้งอยู่ในเมือง Pan Daye ได้ถูกขายให้แก่คนงาน 700 คนของโรงงานในปี ค.ศ.1997, กองหุ้นต่างๆได้ถูกซื้อโดยบรรดาผู้จัดการอาวุโส โดยผู้อำนวยการคนก่อนได้ทำการซื้อปริมาณมากที่สุด. ผู้อำนวยการได้ถูกสงวนไว้โดยบรรดาคนงาน แม้ว่าตามข้อเท็จจริงเขาต้องการซื้อโรงงานด้วยตัวของเขาเองทั้งหมด แต่ได้ถูกปฏิเสธโดยผู้มีอำนาจในเมืองแห่งนั้น

เขารู้สึกไม่เป็นสุขนัก และกล่าวว่า "ภายใต้ระบบแบบเก่า ผมต้องการได้รับการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ของพรรค, แต่ภายใต้ระบบแบบใหม่ผมต้องการได้รับการอนุมัติจากบรรดาคนงานทั้งหลาย" เขารู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง. "ด้วยความซื่อสัตย์ ผมค่อนข้างเผลอไป หัวใจของผมไม่ได้อยู่กับมัน เมื่อการปฏิบัติการล้มเหลว พูดอย่างตรงไปตรงมาผมมีบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับมัน" (ความตรงไปตรงมาของผู้จัดการในที่นี้เป็นสิ่งที่น่าแปลกใจ)

โรงงานดังกล่าวเริ่มสูญเงิน บรรดาเจ้าหน้าที่พรรคตัดสินใจพลิกกลับการขาย โดยให้บรรดาคนงานขายหุ้นต่างๆของพวกตนให้กับผู้อำนวยการ. การคัดค้านเป็นไปอย่างเข้มข้นและรุนแรง แต่ในท้ายที่สุดก็ไร้ความหมาย. หญิงคนหนึ่งร้องไห้และกล่าวด้วยน้ำตาว่า "ฉันเชื่อมั่นในผู้จัดการวู แต่เขากำลังซื้องานของเราที่ทำมาเป็นเวลาสิบปีของพวกเรา มาถึงตอนนี้เราเป็นเพียงคนงานของเขาเท่านั้น โรงงานแห่งนี้ไม่ใช่ของพวกเราอีกต่อไปแล้ว" ในตอนจบ ผู้จัดการวูได้รับผลประโยชน์ไปเป็นจำนวนมาก. ธนาคารต่างๆของรัฐให้เขากู้เงินตามที่เขาต้องการ ซึ่งเป็นจำนวน 20% น้อยกว่ามูลค่าที่ประเมินของโรงงาน. ปัจจุบัน เขาเป็นเจ้าของผลกำไร บริษัททุนที่ขายได้ต่อปีถึง 35 ล้านเหรียญ

เนื้อหาที่ได้รับการรายงานข้างต้น The Washington Post ได้ตั้งชื่อบทความนี้ว่า"คนงานในจีนล้มเหลวที่จะเป็นเจ้าของโรงงาน" มุมมองของทฤษฎีสืบทอดอำนาจเสนอข้อสรุปที่ต่างออกไป ไม่ใช่ว่าบริษัททุนธุรกิจไม่มีที่ทางในสังคมนิยมอย่างจีน แต่ข้อถกเถียงนั้นสำหรับความเหนือกว่าของการซื้อขายหุ้นของผู้จัดการในเชิงเปรียบเทียบกับบริษัทประชาธิปไตยต่างๆ วางพื้นฐานอยู่บนความล้มเหลวของอย่างหลัง ซึ่งควรจะได้รับการปฏิบัติด้วยความสงสัยและกังขาอย่างยิ่ง. นโยบายต่างๆ ต้องได้รับการวางหรือกำหนดกรอบในลักษณะที่ต่อต้าน/ขัดขวางความยั่วยวนใจของผู้จัดการ ที่จะทำลายประชาธิปไตยในที่ทำงาน

ฉันทามติปักกิ่ง : วิถีเศรษฐกิจที่ไม่อาจเดินตาม (ตอนที่ ๒)
สมเกียรติ ตั้งนโม : มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

คุณไม่สามารถไปที่นั่นได้จากตรงนี้ (You Can't Get There from Here)
ทฤษฎีระบบสืบทอดอำนาจเสนอว่า โปรแกรมปฏิรูปยุคหลังเหมา(Post-Mao reform)ของจีนอยู่บนรอยทางที่ถูกต้อง และมีฐานะตำแหน่งที่ดีที่จะนำจีนเคลื่อนไปสู่ประชาธิปไตยเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ มันคืออนาคตหลังทุนนิยมอันเป็นที่พึงปรารถนาและเจริญเติบโตต่อไปได้. ทฤษฎีดังกล่าวยังเน้นถึงอันตรายต่างๆ ที่ถูกกำหนดโดยชนชั้นนายทุนที่ปรากฏตัวขึ้นมา แต่ก็เสนอว่า การปฏิรูปต่อไปจะสามารถจำกัดขอบเขตอันตรายนี้ได้ ไม่ว่าการปฏิรูปเหล่านี้จะถูกทำให้เป็นเครื่องมือที่ขึ้นอยู่กับรัฐ และการต่อสู้ทางชนชั้นไม่น้อยในประเทศจีน

ผมลังเลใจที่จะเสี่ยงเสนอความคิดเห็นอันหนึ่งเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ออกมาของการต่อสู้นี้ ซึ่งคงจะไม่มากไปกว่าการคาดเดา อย่างไรก็ตาม มันไม่มีค่าเท่าใดนักที่บรรดาคนงานทั้งหลายและชาวนาในประเทศจีน - และบรรดาปัญญาชนเหล่านั้นและเจ้าหน้าที่รัฐบาล ซึ่งสนับสนุนผลประโยชน์ต่างๆ ของพวกเขา - มีทรัพยากรต่างๆในการจัดการ/ยักย้ายถ่ายเทของพวกเขา มากกว่าที่คนงานและชาวนาทั้งหลายในส่วนอื่นๆ ส่วนใหญ่ของโลกมี

ประการแรกสุด จีนมีทรัพยากรต่างๆในเชิงอุดมคติ พรรคคอมมิวนิสท์ของจีนได้ผูกมัดกับลัทธิสังคมนิยม. อันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ คนเหล่านั้นของเราในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกทำให้รู้สึกกลัวและตกใจโดยระดับของสิ่งซึ่งเป็นความมั่งคั่งรวมศูนย์ ที่กัดกร่อนบ่อนทำลายสถาบันต่างๆทางด้านประชาธิปไตย ที่บ่อยครั้งมักกล่าวว่า เราดำรงอยู่ในระบอบคณาธิปไตยโดยคนกลุ่มเล็กๆ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย

อันนี้ไม่ผิด แต่ในเวลาเดียวกันมันเป็นสิ่งสำคัญที่ว่า เราสามารถที่จะอาศัยอุดมคติเกี่ยวกับประชาธิปไตยเพื่อวางพื้นฐานการวิจารณ์ของเราได้. มีการเยาะเย้ยถากถางท่ามกลางผู้คนทั้งหลายเกี่ยวกับสถาบันต่างๆ ทางการเมืองของเรา แต่ภาษาเกี่ยวกับประชาธิปไตยก็ยังคงก้องกังวาน ผมสงสัยว่า(อันที่จริงหวังว่า) อันนี้เป็นความจริงในลักษณะเดียวกันเกี่ยวกับจีน และภาษาของลัทธิสังคมนิยม

ยังมีสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางด้านวัตถุที่ยกระดับพลังอำนาจของคนงานและชาวนาทั้งหลายในประเทศจีน ชนชั้นในทางการเมืองของจีนรู้เป็นอย่างดีว่า ประวัติศาสตร์ของจีนในคริสศตวรรษที่ 20 ที่สิ่งต่างๆซึ่งสามารถที่จะพังทลายลงได้ ความไม่พอใจของคนงานส่วนใหญ่หรือชาวนาสามารถปะทุขึ้นมาได้ ณ วันใดวันหนึ่ง. พวกเขารู้ดีว่า การบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของการปฏิวัติและการปฏิรูปต่างๆที่ตามมา อาจเป็นสิ่งที่มีอันตรายร้ายแรง ถ้าความไม่พอใจของคนงานและชาวนาไม่ได้รับการแก้ปัญหา

ความอดกลั้นควบคุมเพียงลำพังอาจไม่เป็นการเพียงพอ. เงื่อนไขอันนี้ - การคุกคามที่แท้จริงของความแตกแยกขนานใหญ่และความสับสนไร้ระเบียบมีความเป็นไปได้ - ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่ในสังคมตะวันตก. มันเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ระดับหนึ่งในหลายๆ ส่วนของซีกโลกใต้ แต่นั่นเป็นโครงสร้างและดุลยภาพของพลังทางชนชั้น ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสิ่งที่พวกเขาเป็นในประเทศจีน

ข้อพิจารณาอันนี้น้อมนำเราไปสู่นัยะของชื่อเรื่องบทความชิ้นนี้ นั่นคือ มันไม่ได้มีนโยบายชุดหนึ่งอยู่ ซึ่งสืบทอดมาจากประสบการณ์ของจีน, "ฉันทามติปักกิ่ง" ซึ่งอาจมีบทบาทหน้าที่อย่างเดียวกันกับนโยบายการคลังของสหรัฐ / IMF "Washington Consensus"(ฉันทามติวอชิงตัน) ซึ่งมีบทบาทในเขตภูมิภาคประเทศด้อยพัฒนาของโลก. มันไม่ได้มีอยู่ และไม่สามารถมีได้ ชุดนโยบายหนึ่งที่เป็นการชี้แนะสำหรับรัฐบาลทั้งหลายของประเทศยากจนต่างๆ ซึ่งรับมาจากประสบการณ์ของจีน ถ้าเผื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือ นั่นจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่มั่นคงยั่งยืน. ที่ชัดเจนยิ่งไปกว่านั้น มันไม่มีชุดนโยบายดังกล่าวที่ปรารถนาให้มันทำงานได้ดีกว่าสิ่งเหล่านั้นเกี่ยวกับ(ความล้มเหลวของ)ฉันทามติวอชิงตัน

บนเส้นทางการพัฒนา 3 ทศวรรษ
เพื่อทำให้เห็นว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เราต้องสะท้อนบนโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนในช่วงก่อนการปฏิรูป สำหรับความผิดพลาดทั้งมวล ความสับสนอลหม่านของความทุกข์ทนของมนุษย์ในช่วงปีของนักลัทธิเหมา การเปลี่ยนผ่านที่น่าทึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศจีนบนเส้นทางของ 3 ทศวรรษก่อนหน้านั้น

ในปี ค.ศ.1949 จีนเป็นประเทศที่ยากจนมาก และมีอุตสาหกรรมน้อยกว่ารัสเซียเมื่อตอนที่พรรคบอลเชวิคทำการปฏิวัติเมื่อ 32 ปีก่อนหน้านั้น

- แต่ในปี ค.ศ.1970 จีนมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจอันหนึ่งซึ่งได้ใช้คนงานราว 50 ล้านคน และคำนวณมูลค่าแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP. มูลค่าของผลผลิตที่ออกมาส่วนใหญ่ทางด้านอุตสาหกรรมมีการเจริญงอกงามถึง 38 เท่า และที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนักเจริญเติบโตถึง 90 เท่า. ประเทศจีนกลายเป็นเครื่องบินเจ็ททางด้านอุตสาหกรรม มีเรือเดินสมุทรต่างๆที่ทันสมัย, มีแสนยานุภาพอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธเคลื่อนที่ต่างๆ

- ในด้านชนบท การชลประทานขนาดมหึมาและการควบคุมน้ำได้รับการสร้างขึ้น. ประชากรที่ไม่รู้หนังสือส่วนมากได้ถูกปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นประชากรที่รู้หนังสือส่วนใหญ่. ระบบสาธารณสุขได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความคาดหวังเกี่ยวกับอายุโดยเฉลี่ยยืดยาวจาก 35 ปีไปเป็น 65 ปี

ทั้งหมดเหล่านี้ถูกทำให้สำเร็จด้วยการปราศจากความช่วยเหลือจากภายนอกเลย - ซึ่งหมายความว่า จีนได้ก้าวสู่ยุคการปฏิรูปของมันเองด้วยการเริ่มต้นจากศูนย์ และไม่ต้องเป็นหนี้ต่างชาติ (10)

แน่นอน ผู้คนในประเทศจีนยังคงยากจนอยู่ แรงงานส่วนเกินของประชากรได้ก้าวเข้ามาสู่การเป็นแรงงานผลิตสินค้าต่างๆ และโครงสร้างพื้นฐาน. การบริโภคถูกทำให้ต่ำลง แบบจำลองใหม่อันหนึ่งเป็นที่ต้องการซึ่งสามารถที่จะนำไปสู่การบรรลุผลสำเร็จของยุคนักลัทธิเหมา เพื่อผลประโยชน์ของผู้คน. โชคดี โครงสร้างและดุลยภาพของพลังชนชั้นคือแบบจำลองใหม่อันนั้น การประกอบสร้างในเชิงสร้างสรรค์และอย่างฉลาดสามารถเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

สำหรับจีนที่ก้าวเข้าสู่ยุคนี้โดยปราศจากชนชั้นเจ้าที่ดิน ซึ่งจะมาเป็นอุปสรรคที่จะมากัดเซาะทำลายความพยายามใดๆในการปฏิรูปที่ดิน. การโยกย้ายจากชุมชนเกษตรกรรมสู่ระบบความรับผิดชอบของครอบครัว สามารถเกิดขึ้นได้โดยมีการต่อต้านน้อยมากและไม่ยังผลใดๆทั้งสิ้น. โดยปราศจากการรุกล้ำของชนชั้นกลางในท้องถิ่น ซึ่งจะไม่อดทนอดกลั้นต่อการตักตวงผลประโยชน์ของบรรดาอุตสาหกรรมร่วมต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาในหมู่บ้านและเขตเมืองทั้งหลายทั่วประเทศ โดยทรัพยากรต่างๆอยู่ในมือของตัวเอง และตลาดต่างๆมีความอิสระเกี่ยวกับการแทรกซึมของบรรษัทข้ามชาติ ธุรกิจใหม่ๆไม่จำต้องสมบูรณ์แบบโดยบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ จีนสามารถจัดการกับเงื่อนไขทั้งหลายด้วยการเกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จีนเปิดรับ ซึ่งเกือบไม่มีประเทศยากจนใดสามารถจัดการเช่นนั้นได้

โดยปราศจากชนชั้นทางเศรษฐกิจที่ทรงอำนาจที่เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับทุนบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งคอยสนับสนุนและให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศ ที่ช่ำชองในอุดมการณ์เกี่ยวกับลัทธิทุนนิยมข้ามชาติ จีนจึงมีความเป็นอิสระในการทดลองอย่างรอบคอบและระมัดระวัง กับขอบเขตของตลาดทั้งหมด และเป็นเจ้าของการบริหารจัดการต่างๆ

มันควรเป็นที่ชัดเจนจากรายละเอียดนี้ ที่บรรดาคนงานและชาวนาทั้งหลายของโลกในส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ ซึ่งได้เผชิญหน้ากับชุดอุปสรรคของการพัฒนายิ่งกว่าที่บรรดาคนงานและชาวนาของจีน เผชิญหน้าในช่วงก่อนการปฏิรูปและเปิดประเทศ. ในการเปรียบเทียบกับจีน ประเทศยากจนส่วนใหญ่ยังคงขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับการพัฒนาอย่างมีเหตุผล (แม้ว่าเงินจำนวนมหาศาลได้ถูกกู้ยืมมาสู่ประเทศยากจนทั้งหลายเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของพวกเขา แต่เงินก้อนโตจำนวนนี้ มีเพียงสัดส่วนที่เล็กน้อยเท่านั้นที่ถูกใช้ไปในเชิงสร้างสรรค์)(11) การลงทุนในการทำให้ผู้คนรู้หนังสือและเพื่อการดูแลสุขภาพด้วยเช่นกัน ส่วนใหญ่แล้ว ล้าหลังกว่าประเทศจีน

ที่จริงจังมากไปกว่าอุปสรรคทางด้านวัตถุ ที่อาจถูกนำมากล่าวเพื่อให้เห็นภาพ โดยนโยบายมากมายที่ฉลาดเหมาะสม ซึ่งโครงสร้างทางชนชั้นนั้นยืนหยัดอยู่ในหนทางของการปฏิรูปที่จริงจัง. ในบรรดาประเทศยากจนส่วนใหญ่ต่างก็มีชนชั้นเจ้าที่ดินดำรงอยู่ ซึ่งจะใช้วิธีการทุกๆอย่างที่จำเป็น เพื่อกีดกันการปฏิรูปที่ดินอย่างมีความหมาย (มันไม่มีประโยชน์หรือคุณค่าใดๆ เลย ในเรื่องราวแห่งความสำเร็จภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไต้หวันและเกาหลีเหนือ พลังอำนาจของชนชั้นเจ้าที่ดินท้องถิ่นได้ถูกทำให้พ่ายแพ้ไปโดยชนชั้นสูงที่ขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้ก้าวเข้าสู่อำนาจหลังสงคราม)

ส่วนใหญ่ของประเทศเหล่านี้ยังบรรจุด้วยชนชั้นนายทุนสองกลุ่ม ทั้งสองกลุ่มต่างมีอิทธิพลในเชิงนโยบาย คือ

- กลุ่มแรก มีความเกี่ยวเนื่องยาวนานกับเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ไม่ใช่ผู้ประกอบการที่แท้จริง บ่อยครั้งได้รับการปกป้องโดยได้รับสิทธิพิเศษในการผูกขาด (ชนชั้นนี้เป็นผู้นำในการได้รับผลประโยชน์เกี่ยวกับการทดแทนการนำเข้ามากมายหลังสงครามเกี่ยวกับความพยายามในการพัฒนา)

- กลุ่มที่สอง เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความผูกพัน เป็นพรรคพวกหรือเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นทุนข้ามชาติ(transnational capitalist class) (12). ในประเทศยากจนส่วนใหญ่บรรษัทข้ามชาติได้แทรกซึมเข้าสู่เศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง และบ่อยทีเดียวที่ได้เข้าควบคุมทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของประเทศส่วนใหญ่

ในเชิงที่ขัดแย้งและผิดแผกจากประเทศยากจนทั้งหลาย โดยใคร่ครวญถึงการปฏิรูปโครงสร้างทุกวันนี้ ประเทศจีนเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูปโดยปราศจากชนชั้นนายทุนแต่อย่างใด อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญมาก ซึ่งไม่เพียงปราศจากชนชั้นผู้ถือครองทรัพย์สิน ที่อาจกีดขวางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จริงจังใดๆ เท่านั้น แต่ชนชั้นนายทุนยังได้รับอนุญาต อันที่จริงสนับสนุนให้ปรากฏตัวขึ้นมาในฐานะผู้ประกอบการ มากกว่าที่จะให้เป็นชนชั้นนายทุนที่มีอิทธิพลครอบงำยาวนานอันเป็นแนวโน้มอย่างนั้น และด้วยเหตุนี้จึงเป็นประโยชน์มากต่อสังคมโดยทั่วไป

ข้อสรุปอันหลากหลายจากการวิเคราะห์ (Several conclusions follow from this analysis)
บรรดาประเทศที่มีการปฏิวัติสังคมนิยมทั้งหลาย และมีพรรคการเมืองพรรคเดียวในการควบคุม ยังคงมั่นหมายกับอุดมการณ์ของลัทธิสังคมนิยมควรจะใส่ใจอย่างใกล้ชิดกับการปฏรูปของจีน ซึ่งได้เปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจตลาดที่มีพลวัตรอย่างเหลือเชื่อ. การทดลองต่างๆ มีความสอดคล้องสัมพันธ์กับสถานการณ์ของพวกเขาที่เกิดขึ้นและยังคงคลี่คลายอย่างต่อเนื่อง. ประเทศต่างๆเหล่านี้ สามารถที่จะเรียนรู้ได้จากตลาด เช่นเดียวกบเรียนรู้จากความผิดพลาดเกี่ยวกับประสบการณ์ของจีน

ไม่ใช่เรื่องน่าเหลือเชื่อที่ว่า ประเทศคอมมิวนิสต์เก่าก่อนเหล่านั้นบางประเทศได้ละทิ้งอดีตของพวกเขาไปแล้ว ก็สามารถที่จะค้นพบแก่นแท้ต่างๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ของจีนที่สอดคล้องได้ เพียงแต่ว่าถ้าผู้นำทางการเมืองมีเจตจำนงอันแน่วแน่ และสามารถพลิกผันการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ดำเนินไปตามฉันทามติวอชิงตัน ซึ่งกำลังมุ่งไปสู่ความหายนะนั้นกลับมาได้

ตอนนี้มันควรจะเป็นที่แจ่มชัดแล้วว่า โอกาสในทางประวัติศาสตร์ได้รับการค้นพบว่ามันผิดพลาด, หลังปี ค.ศ.1989, เมื่อบรรดาปัญญาชนและนักการเมืองทั้งหลายละทิ้งชะตากรรมต่างๆ ที่ฝากเอาไว้กับที่ปรึกษาชาวตะวันตก และอำนาจการเมืองตะวันตกรวมถึงอำนาจทางเศรษฐกิจที่คอยหนุนหลังพวกเขาอยู่ (13) โชคไม่ดี ระดับของการคอร์รัปชั่นในสังคมต่างๆ เหล่านี้ และความรู้สึกเกี่ยวกับการปราศจากความมั่นใจ ความหวัง และความกล้า ประกอบกับความไร้อำนาจของชนชั้นแรงงานของพวกเขา ไม่สามารถที่จะสร้างทัศนคติในการมองโลกในแง่ดีขึ้นมาได้ เกี่ยวกับอนาคตข้างหน้า อย่างน้อยที่สุดก็ในช่วงขณะนี้ของวันเวลา

สำหรับประเทศต่างๆ ที่ถูกยึดครองโดยชนชั้นเจ้าที่ดินและชนชั้นนายทุนมาเป็นเวลายาวนาน คงจะเรียนรู้จากจีนได้ค่อนข้างยาก นอกจากบทเรียนที่เป็นนามธรรม (แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ก็ไม่สำคัญ) ความยากจนและการกดขี่นั้นไม่ใช่แง่มุมหรือประเด็นที่มันคงที่เสมอไป อย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเงื่อนไขของมนุษย์ซึ่งมันเป็นสิ่งไร้ผลที่จะดิ้นรนต่อสู้

นโยบายต่างๆ ในยุคแห่งการปฏิรูปของจีนอาจถูกนำมาใช้ได้ไม่ดีนักต่อประเทศเหล่านั้น สำหรับเงื่อนไขที่ต้องมีมาก่อน(precondition)ซึ่งไม่ถูกต้อง. มากไปกว่านั้น เงื่อนไขที่มีมาก่อนซึ่งมีแตกต่างกัน ไม่สามารถที่จะนำไปสู่หนทางที่พวกเขาต้องการเป็นในแบบจีนได้ เมื่อภาพความคาดหวังข้างหน้าเกี่ยวกับการปฏิวัติในสไตล์แบบจีน ดูเหมือนว่าไม่อาจดำเนินการได้อีกต่อไปด้วย

บางสิ่งบางอย่าง อย่างเช่นประชาธิปไตยเศรษฐกิจ ยังคงเป็นเป้าหมายการปรับตัวที่เป็นประโยชน์อันหนึ่ง แต่เส้นทางดังกล่าวที่นำไปถึงมันนั้น จะไม่เป็นเส้นทางแบบจีน

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เชิงอรรถ

1. Karl Marx, Capital v. 1 (New York, International Publishers, 1992), p. 174.

2. For a suggestive specification of details, see David Ellerman, The Democratic Firm (Beijing: Xinhua Publishing House, 1997), especially Chapter Six.

3. See my After Capitalism (Lanham, Md.: Rowman and Littlefield, 2002; Chinese translation (Beijing: Social Science Documentation Publishing House, Chinese Academy of Social Sciences, forthcoming); for a more technical theoretical presentation, see my Against Capitalism (Cambridge: Cambridge University Press, 1993; Chinese translation, published by Renmin University Press (Beijing) in 2003).

4. Against Capitalism and After Capitalism both set out in detail the theoretical arguments and empirical evidence for this claim. Although capitalism's historical record is clear enough, the causal connections between the empirical phenomena of poverty in the midst of plenty, excessive inequality, and environmental degradation, and the internal structures of capitalism are less transparent.

5. According to the report "Chinese Trade Unions Participate in Democratic Management," issued by the All-China Federation of Trade Unions on November 19, 2004, "At present, 320,000 enterprises and institutions at the grass-roots level have set up workers' congresses across the country. The workers' congress system has been set up in almost all enterprises in China's large and medium sized cities." The report points out that the Constitution of China mandates that "state-owned enterprises practice democratic management through congresses of workers and staff and in other ways in accordance with the law." The report goes on to assert that "the Chinese trade unions will perfect the workers' congress system in stock companies composed of State-owned assets, overseas-funded enterprises, township enterprises and private enterprises. At the same time they are vigorously exploring additional ways and means of implementing democratic management."

6. For a summary of the comparative evidence, see After Capitalism, Chapter 3. For evidence concerning productivity increases related to the introduction of participatory mechanisms into capitalist workplaces, see Eileen Appelbaum, Thomas Bailey, Peter Berg, Arne L. Kalleberg, Manufacturing Advantage: Why High-Performance Work Systems Pay Off (Ithaca, NY: Cornell University Press, 2000). In their in-depth study of forty-four U.S. manufacturing firms, the researchers report that self-directed teams were able to eliminate bottlenecks and coordinate the work process and that task forces created to improve quality communicated with individuals outside their own work groups and were able to solve problems. They found that expensive equipment in steel mills operated with fewer interruptions, turnaround and labor costs were cut in apparel factories, and costly inventories of components and medical equipment were reduced. See also, Gregor Murray, Jacques Belanger, Anthoney Giles and Paul-Andre Lapointe (eds.), Work and Employment Relations in the High-Performance Workplace (New York: Continuum, 2002). For evidence concerning China, see Tseo, George K.Y., Hou Gui Sheng, Zhang Peng-zhu and Zhang Lihaiu, "Employee Ownership and Profit Sharing as Positive Factors in the Reform of Chinese State-Owned Enterprises" Economic and Industrial Democracy 25(1) (2004): 147-177 and Li Minqi, "Workers' Participation in Management and Firm Performance: Evidence from Large and Medium-Sized Chinese Industrial Enterprises," Review of Radical Political Economics, v. 36 (Summer 2004): 358-379.

7. The early debates concerning market socialism focused on this point. The major protagonists in the debate that raged in the 1920s and 30s were Ludwig von Mises and Friedrich von Hayek, who argued against the viability of market socialism, and Fred Taylor and Oscar Lange who argued for it. The principal papers can be found in F. A. Hayek, ed., Collectivist Economic Planning (New York: Augustus M. Kelley, 1935) and Benjamin Lippincott, ed., On the Economic Theory of Socialism (Minneapolis: University of Minnesota Press, 1938).

8. According to the Forbes's annual survey (March 2005), there were 691 billionaires in the world in 2005--341 in United States, two in China.

9. The Washington Post (December 4, 2002).

10. The data I've presented have been taken from Maurice Meisner, Mao's China and After: A History of the People's Republic, Third Edition (New York: The Free Press, 1999), pp. 415-419.

11. Lest one think that this has been due solely to the ignorance and venality of poor country governments, one should consult John Perkins, Confessions of an Economic Hit Man (San Francisco: Berrett-Koehler Publishers, 2004) for a riveting personal account of the role of international consultants and transnational construction firms in these sordid affairs.

12. For recent theorizing on the transnational capitalist class, see William Robinson, A Theory of Global Capitalism: Production, Class, and State in a Transnational World (Baltimore: Johns Hopkins University Press, 2004). See also William L. Robinson and Jerry Harris,"Toward a Global Ruling Class?: Globalization and the Transnational Capitalist Class," Science and Society (Spring 2000): 11-54.

13. For an account of the G-7 strategy to thwart Mikhail Gorbachev's dream of rebuilding the Soviet economy along non-capitalist lines, see Peter Gowan, "Western Economic Diplomacy and the New Eastern Europe," New Left Review (July-August, 1990): 63-84.

++++++++++++++++++++++++++++
เกี่ยวกับผู้เขียน

David Schweickart
David Schweickart is Professor of Philosophy Department at Loyola University Chicago. He holds a B.S. in Mathematics (University of Dayton, 1964), a Ph.D. in Mathematics (University of Virginia, 1969), and a Ph.D. in Philosophy (Ohio State University, 1977). His dissertation for the doctorate in mathematics was "Complex Bordism Rings of Periodic Maps," and his dissertation for the philosophy doctorate was "Capitalism: A Utilitarian Analysis."
Professor Schweickart has taught at Loyola since 1975, and was at the Loyola Rome Center several times (1987-88, 1994-95, 1999-2000). He has been a Visiting Professor of Mathematics at the University of Kentucky, 1969-70, and a Visiting Professor of Philosophy at the University of New Hampshire, 1986-87. He has lectured in Spain, Cuba, El Salvador, Italy, and the Czech Republic, as well as throughout the United States.

His primary areas of research are Social and Political Philosophy, Philosophy and Economics, and Marxism. He also has major interests in Feminist Theory, Existentialism, Critical Theory, and Race and Racism. He has published several books, chapters, and articles on these topics, including

Against Capitalism (Cambridge University Press, 1993/Westview Press, 1996, published in Spanish as Mas alla del capitalismo, 1997), Capitalism or Worker Control? An Ethical and Economic Appraisal (Praeger, 1980), and articles in such journals as Theoria, Review of Radical Political Economics, Canadian Journal of Philosophy, Economics and Philosophy, Critical Review, Science and Society, Social Theory and Practice, Praxis International, and The National Women's Studies Association Journal. He is co-author (with B. Ollman, J. Lawler, and H. Ticktin) of Market Socialism: The Debate Among Socialists (Routledge, 1998). He is co-author (with B. Ollman, J. Lawler, and H. Ticktin) of Market Socialism: The Debate Among Socialists (Routledge, 1998). Dr. Schweickart'swork has been translated into Spanish, Catalan, French, and Chinese.

He is presently writing a shorter, more popular version of his Against Capitalism, to be called After Capitalism, and is doing research on a large project on Third World poverty, in order to determine what sort of economic structure a poor country should put in place, if not constrained by local elites or international interference, in order to optimize genuine development over time for all its citizens. Over the years Dr. Schweickart has served as faculty advisor of Loyola's Amnesty International chapter and also the Loyola Organization in Solidarity with the People of El Salvador, and co-chaired the Committee on the Racial Climate at Loyola. He is an active member and program organizer for the Conference of North American and Cuban Philosophers and Social Scientists, held annually in Havana, as well as for the Radical Philosophy Association.
In 1999 Dr. Schweickart was named Faculty Member of the Year.




บริษัท ศูนย์ทนายความทั่วไทย จำกัด

นักสืบ
ทนาย article
ฟ้องคดีหย่า อำนาจปกครองบุตร สินสมรส คดีแพ่ง คดีอาญา ปกครอง ภาษี ลิขสิทธิ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร article
บทความแนะนำความรู้ทางกฎหมายที่น่าสนใจ article
แรงงาน ข้อปฏิบัติที่น่าสนใจ article
พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว article
ยกย่อง 'พระเจ้าอยู่หัว' พระมหากษัตริย์ของโลก article
สุนทรพจน์ นาย โคฟี อานัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ในพระราชพิธีมอบรางวัล ประกาศเกียรติคุณ article
พระราชประวัติและพระประวัติของพระประมุขและพระราชวงศ์ต่างประเทศที่เสด็จพระราชดำเนินและเสด็จมาทรงร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีพร้อมข้อมูลประเทศและความสัมพันธ์ทวีภาคีกับประเทศไทย article
ปวงชนมหาศาลกึกก้อง article
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงกล่าวถวายพระพรชัยมงคลแทนพระบรมวงศานุวงศ์ article
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบต่อพสกนิกรชาวไทยเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองพระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี article
'ในหลวง' ให้ยึด คุณธรรม 4 ประการ article
รับฟังเสียงสด ของ“ในหลวง” ตรัส ทรงปีติยินดี พสกนิกรรวมใจถวายพระพร และอื่นๆมากมาย article
รูปในหลวงจากสำนักพระราชวัง ท่านสามารถโหลดไปได้ เป็นรูปมีความละเอียดสูง article
รูปในหลวงหาดูยากในต่างแดน article
รูปในหลวงอีกมากมาย จุใจ ใหม่ล่าสุด เชิญเลือกชมดู article
กษัตริย์นักพัฒนาประชาธิปไตย ในมุมมอง article
พระราชกรณียกิจ และงานในส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว article
จุดพลุ 7 article
จุดพลุ 6 article
จุดพลุ 5 article
จุดพลุ 4 article
จุดพลุ 3 article
จุดพลุ 2 article
จุดพลุ 1 article
จุดเทียนชัย / จุดพลุ article
รูปซุ้มต่างๆ article
รูปในหลวงฉลองครองสิริราชย์สมบัติ ครบ 60 ปี article
บทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช(คลิ้กฟังเพลงได้) article
เศรษฐกิจแบบพอเพียงคืออะไร และเป็นอย่างไร article
บทเพลงพระราชนิพนธ์(คลิ้กฟังได้) article
ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตสู่ปัจจุบัน 1 article
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ พระราชทานพรปีใหม่ พร้อม ส.ค.ส. ๒๕๔๙ article
ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตสู่ปัจจุบัน 2 article
ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตสู่ปัจจุบัน 3 article
ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตสู่ปัจจุบัน 4 article
ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตสู่ปัจจุบัน 5 article
ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตสู่ปัจจุบัน 6 article
ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมฉลองสิริราชย์สมบัติ ครบรอบ ๖๐ ปี (1) article
ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมฉลองสิริราชย์สมบัติ ครบรอบ ๖๐ ปี (2) article
ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมฉลองสิริราชย์สมบัติ ครบรอบ ๖๐ ปี (3) article
สมเด็จพระบรมฯ ทรงรับเสด็จสมเด็จพระจักรพรรดิ และสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น(ข่าวผู้จัดการออนไลน์) article
รูปในหลวง : King of Hearts :HM the King calls for unity, kindness, compassionon Nam report(News:TheNation) article
25 พระราชวงศ์ จารึกโลก ถวายพระพรชัย(ข่าวไทยรัฐ) article
ต้องการฟ้องหย่า แบ่งทรัพย์สินก่อนและหลังหย่า ฟ้องศาลบังคับงดทำนิติกรรมทรัพย์สมรส แยกชู้หรือหญิงอื่นที่มาเกี่ยวข้องกับสามีตน อำนาจปกครองบุตรก่อนหย่าและหลังหย่า ภรรยาและบุตรเรียกค่าเลี้ยงดูรายเดือน ฟ้องแบ่งมรดก ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากการให้ article
ทรัพย์สินระหว่างสามี ภรรยา article
บทวิเคราะห์ทางกฎหมาย เศรษฐกิจ การเมือง/ทนายศิริ วสุสิริกุล นบท. article
ถ้าพรรคไทยรักไทยและประชาธิปัตย์ ถูกยุบพรรคจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร และในทางการเมืองของไทยจะเดินหน้าหรือถอยหลังอย่างไร article
โครงการที่ต้องเวนคืนที่ดินของ กทม.98 โครงการ article
โครงสร้างภาษีของไทย : ความไม่เป็นธรรมที่ควรแก้ไข วัชรพล พุทธรักษา : นิสิตปริญญาโท ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย article
ประกันตัวศาลอาญา:ระเบียบและเงื่อนไขการประกันตัว article
สัมภาษณ์เสน่ห์ จามริก: ปฏิรูปการเมืองไทย "ยิ่งเปลี่ยนแปลง ยิ่งเหมือนเดิม"(อ้างอิง:มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน) article
เอฟทีเอ.ไทย-ญี่ปุ่น ทำไมต้องรีบร้อน กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : รวบรวม article
ความเสี่ยงของตุลาการภิวัตน์ และย้อนรอยปฏิญญาฟินแลนด์(อ้างอิง:มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน) article
อนาคตเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ของไทย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ : คณะกรรมการรอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(อ้างอิง:มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน) article
ระบบประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน article



bulletทนายศิริ วสุสิริกุล Mr. Siri Wasusirikul 081-6434418 ผู้อำนวยการสำนักงาน WEBMASTER
bulletสำนักงาน สหเนติทนายความ บัญชี นักสืบ สมัครสมาชิกที่ปรึกษาสำนักงาน
bulletรวมย่อคำบรรยายสอบเนติภาค ๑ และภาค ๒ และเตรียมตัวสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา
bulletสมัครสอบงานราชการ ทุนเรียนต่อ กับสำนักงาน ก.พ.
bulletจบปริญญาตรีกฎหมายแล้วต้องการสมัครอบรมสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา อ่านรายละเอียดที่นี่
bulletจบปริญญาตรีกฎหมายแล้วต้องการสมัครอบรม 1 ปี เพื่อรับใบอนุญาตวิชาชีพทนายความกับสภาทนายความอ่านที่นี่
bulletสมัครสอบผู้พิพากษา และวงการตุลาการ
bulletสมัครสอบอัยการ และอื่นๆ
dot
เว็บเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
dot
bulletฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี
bulletเครือข่ายกาญจนาภิเษก(พระราชกรณียกิจ)
bulletเว็บรวมภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวง
bulletสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
bulletมูลนิธิ ๕ ธันวามหาราช
bulletศาสนา:พระพุทธศาสนา
bulletศาสนา:มุสลิม
bulletศาสนา:คริสต์
bulletศาสนา:พุทธทาสภิกขุ
bulletรวมเว็บมูลนิธิ
bulletบทสวดมนต์ รวมบทคาถา รวมลิงค์ธรรม ฟังวิทยุธรรม บทสวดคาถาชินบัญชร(MP3)
bulletเว็บดนตรีไทย(อนุรักษ์ ข้อมูล สอน)
bulletเว็บสารานุกรม wikipedia.org(ENGLISH)
bulletเว็บสารานุกรม wikipedia (ภาคภาษาไทย)
dot
เว็บค้นหากฎหมาย:ศาล:หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
dot
bulletค้นหากฎหมายกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
bulletเว็บค้นกฎหมายthaijustice.com/
bulletค้นหากฎหมายกับ lawonline
bulletค้นหากฎหมายกับ lawyerthai
bulletค้นหากฎหมายทุกฉบับ ฟรี
bulletค้นหาข้อมูลกฎหมายกับlawwebservice
bulletค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกา
bulletศาลยุติธรรม
bulletศาลปกครอง
bulletศาลฎีกา
bulletศาลอุทธรณ์
bulletศาลแพ่ง
bulletศาลแพ่งกรุงเทพใต้
bulletศาลแพ่งธนบุรี
bulletศาลอาญา
bulletศาลอาญากรุงเทพใต้
bulletศาลอาญาธนบุรี
bulletศาลแรงงานกลาง
bulletศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง
bulletศาลภาษีอากรกลาง
bulletศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
bulletศาลล้มละลายกลาง
bulletศาลแขวงพระนครเหนือ
bulletศาลแขวงพระนครใต้
bulletสภาวิชาชีพบัญชี
bulletกระทรวงแรงงาน
bulletกรมอุตุนิยมวิทยา
bulletรัฐสภา
bulletกกต.
bulletผังเมือง
bulletกรมที่ดิน
bulletสำนักงาน ปปช.
bulletกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
bulletกรมสรรพากร
bulletกรมบังคับคดี
bulletกรมทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสำนักงานอัยการสูงสุด
bulletกรมศุลกากร
bulletค้นหาเบอร์โทรศัพท์บุคคล
bulletกรมส่งเสริมการส่งออก
bulletสำนักงานประกันสังคม
bulletimmigration.go.th
bulletค้นหาทะเบียนบุคคล กับkhonthai
dot
เว็บโทรศัพท์เคลื่อนที่และเว็บยอดนิยม
dot
bulletAIS
bulletTRUE
bulletDTAC
bulletHOTMAIL
bulletYAHOO
bulletGMAIL
bulletPANTIP.COM
bulletsanook.com
bulletkapook.com
bulletteenee.com
bulletthaicool.com
bulletเว็บแฟชั่น FTV.com
bullettop100.teenee.com
bulletSex สุขภาพ สมุนไพร ลดความอ้วน
bulletadult.truehits.net
bulletเว็บจัดอันดับ truehits
bulletสแกนไวรัสบน PC ฟรี
bulletโปรแกรมกำจัดไวรัส ฟรี
bulletแปลศัพท์อังกฤษ-ไทย บนหน้าเว็บอย่างง่าย
bulletthaigoodweb ดาวโหลดเครื่องมือทำเว็บไซด์มากมาย
bulletรวมแหล่งโปรแกรม Download ที่น่าใช้ มากมายที่นี่
bulletเว็บหางาน jobbees.com
bulletเว็บซ่อมโทรศัพท์มือถือ mydrmobile.com
bulletเว็บสอนและแนะนำเรื่องเพศศึกษา SEX MUST SAY
bulletตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
bulletthailandfranchising.com
bullet.thaiware.com(แหล่งรวมSoftwares)
bulletการบินไทย
bulletนกแอร์
bulletแอร์เอเชีย
bulletรถไฟ
bulletบขส.
bulletเว็บUBC
bulletเว็บ gmember
bulletTV 3
bulletTV 5
bulletTV 7
bulletTV 9
bulletnationchannel
dot
เว็บกีฬา
dot
bulletกีฬา SIAM SPORT
bulletthailandsportsonline
bulletskysports
bulletespn
bulletuspgatour
dot
เว็บภาพยนต์
dot
bulletโรงภาพยนต์ major cineplex
bulletโรงภาพยนต์ EGV
bulletโรงภาพยนต์SF
bullet20th cenjury fox
bulletwarnerbros
bullethollywood
dot
เว็บข่าว หนังสือพิมพ์
dot
bulletข่าว BBC
bulletข่าว usa
bulletข่าว.aljazeera
bulletcbsnews
bulletGOOGLE NEWS
bulletด่วน! พิเศษ : รวมข่าวทุกสื่อในเว็บเดียว
bulletรวมข่าวในรอบวันทุกสื่อกับSANOOK
bulletVoice of America ภาคภาษาไทยและต่างประเทศ
dot
เว็บ T V Clip vdo
dot
bulletClip Jabchai
bulletClip youtube
bulletClip metacafe
bulletClip video.google.
bulletClip joke.deedeejang
bulletClip sodazaa.
bulletClip tv .sanook.
bulletT V Clip .thaicool.
bulletT V .mcot. (ช่อง 9)
bulletT V .trueworld
bulletดู TV ไทย-ต่างประเทศ Fashion-TV นางแบบ สวยๆ ไม่มีในเมืองไทย
bulletT V .maxnettv.
bullet.adintrend.com


พระเครื่อง:รวมเว็บพระเครื่องมากมาย และบทความเกี่ยวกับความรู้การบูชาพระเครื่องอย่างไรให้ไม่มีปัญหาทางกฎหมาย คลิ้กที่นี่:
กรมอุตุนิยมวิทยา:รายงานอากาศประจำวัน ภาพถ่ายดาวเทียม เรดาร์ อากาศการบิน และอื่นๆ มากมาย
ปืน:รวมเว็บปืนมากมาย และบทความเกี่ยวกับการมี ใช้ ครอบครอง หรือมีไว้เพื่อป้องกันตัว หรือเพื่อการกีฬาอย่างถูกกฎหมาย คลิ้กที่รูป
ข่าว อสมท.: คลิปข่าว ภาพ เสียง ล่าสุด  ทุกนาทีที่มีช่าว
ฟังเสียงสดจากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และรายการย้อนหลัง


Copyright © 2010 All Rights Reserved.