|
เนื่องในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในวันที่ 9 มิ.ย. และถือเป็นวันที่ปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการพร้อมใจแสดงความจงรักภักดีมาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า และคนไทยทั้งประเทศก็ได้ร่วมทำบุญใส่บาตร ตั้งจิตภาวนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
พสกนิกรแห่มาล้นทะลัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เช้ามืดวานนี้ (9 มิ.ย.) ที่บริเวณลานพระราชวังดุสิต หรือลานพระบรมรูปทรงม้า เหล่าพสกนิกรทุกเพศทุกวัยได้ทยอยกันเข้ามาจับจองที่นั่ง เพื่อร่วมเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของชาติ ที่จะได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และชื่นชมพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ส่งผลให้พอฟ้าสางบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าก็เหลืองอร่ามไปด้วยพสกนิกร ที่พร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองมารอเข้าเฝ้าฯอย่างเนืองแน่น กระนั้นก็ยังมีประชาชนหลั่งไหลเข้ามาในบริเวณดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ไม่หวั่นแม้อากาศที่เริ่มร้อนอบอ้าวและแสงแดดที่เจิดจ้า จนถนนราชดำเนินตั้งแต่ลานพระบรม รูปทรงม้าไปจดแยก จปร. แน่นเอี้ยด แทบไม่มีที่ยืน ขณะที่พื้นที่โดยรอบถนนราชดำเนิน อาทิ ถนนพิษณุโลก และตั้งแต่สะพานมัฆวานฯ ยาวไปจนถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ก็คลาคล่ำไปด้วยคลื่นมหาชนที่ไม่สามารถเบียดเสียดเข้าไปถึงด้านหน้าได้ แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อ นั่งรอชมภาพแห่งประวัติศาสตร์จากจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ทางการ นำมาตั้งให้ชื่นชมพระบารมีถึง 8 จุด โดยหน่วยงานราชการและภาคเอกชน นำอาหาร และน้ำดื่มมาแจกจ่ายให้ผู้มาร่วมงานอย่างเต็มที่ รวมถึงให้บริการปฐมพยาบาลแก่ผู้ที่เป็นลมเพราะทนกับสภาพแออัดและอากาศร้อนไม่ไหว ซึ่งมีอยู่หลายราย
โวยมาก่อนแต่กลับถูกแซงหน้า
อย่างไรก็ตาม มีประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด อาทิ ร้อยเอ็ด สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฯลฯ มีความตั้งใจแน่วแน่ในการมารอรับเสด็จฯในครั้งนี้ ถึงกับเดินทางมาปักหลักเฝ้ารอเวลากันตั้งแต่เย็นวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา หวังจะได้อยู่แถวหน้าสุดติดกับแนวรั้วเหล็กที่เจ้าหน้าที่นำมากั้นเว้นระยะห่างด้านหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม แต่แล้วเมื่อใกล้ถึงเวลาเสด็จฯ กลับถูกกลุ่มลูกเสือชาวบ้านและขบวนนักเรียนเดินแถวเข้ามาบังด้านหน้า สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มชาวบ้านที่มารออยู่ก่อนเป็นอย่างมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องเข้าคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการร่นระยะจากแนวกั้นเดิมเข้าไปใกล้รั้วพระที่นั่งอนันตสมาคม แต่ก็ยังอยู่ ด้านหลังกลุ่มลูกเสือชาวบ้านและนักเรียนอยู่ดี
โห่ร้อง ทรงพระเจริญ ดังกึกก้อง
กระทั่งเวลาประมาณ 10.00 น. พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อม สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ มายังพลับพลาพิธี พระที่นั่งอนันตสมาคม ในการพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช แล้วเสด็จออก ณ สีหบัญชร ท่ามกลางเหล่าข้าราชบริพาร ผู้นำทางศาสนาทุกศาสนา คณะทูตานุทูต และพสกนิกรนับแสนที่รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ในบริเวณดังกล่าว ได้เปล่งเสียงโห่ร้องทรงพระเจริญดังกึกก้อง ซึ่งภายหลังจากที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กราบบังคมทูล พระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลแทนพระบรมวงศานุวงศ์ แล้วตามด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายสุชน ชาลีเครือ ประธานรัฐสภา และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพร ชัยมงคลแทนข้าราชการ ทหาร พลเรือน และราษฎรทุกหมู่เหล่า ตามลำดับแล้ว ทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ ถวายความเคารพแตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ประชาชนก็พร้อมใจเปล่งเสียงกล่าวคำว่า ทรงพระเจริญ อีกครั้งเสียงดังกึกก้องไปทั่ว
ร่ำไห้ด้วยความปลาบปลื้ม
จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราช ดำรัสตอบ ซึ่งหลังจากตรัสจบ เจ้าพนักงานประโคม บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี โดยที่พสกนิกรพร้อมใจกันร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวนำเปล่งคำ ทรงพระเจริญ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งประชาชนได้กล่าวตามเสียงดังกึกก้อง พร้อมกับโบกธงชาติและธงตราสัญลักษณ์ปลิวไสวแจ่มจรัสไปทั่วทั้งถนนราชดำเนิน ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประทับยืนเคียงคู่กัน ที่สีหบัญชร และทรงโบกพระหัตถ์ให้ผู้มาเข้าเฝ้าฯ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องว่า ทรงพระเจริญ อย่างต่อเนื่องยาวนาน และมีประชาชนหลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ ที่ได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวงในวาระสำคัญเช่นนี้
อัศจรรย์อากาศร้อนกลับร่มเย็น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ สีหบัญชร จนถึงเวลาเสด็จ กลับนั้น อากาศที่ร้อนแรงด้วยแสงแดด จู่ๆก็ครึ้มลงทันที เมื่อมีเมฆลอยเข้ามาบดบังดวงอาทิตย์ ทำให้อากาศที่ร้อนอยู่กลับร่มรื่น ประกอบกับมีลมพัดมาเบาๆ พร้อมกันนี้ในบางจุดก็ยังมีละอองฝนโปรยปรายลงมา ทำให้เกิดความเย็นชุ่มฉ่ำแตกต่างจากก่อนหน้านั้นลิบลับ ซึ่งประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวพากันโจษขานและยกมือไหว้ท่วมหัวในพระบุญญาบารมีขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ที่สำแดงให้เห็นเป็นประจักษ์
สุดตื้นตันคนไทยพร้อมใจภักดิ์
ทั้งนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า ในบรรดาผู้ที่มาร่วมแสดงความจงรักภักดีในครั้งนี้ มีผู้สูงวัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อสอบถามหลายคนต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เพิ่งได้เห็นองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก โดยคุณยายสุนทร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา อายุ 83 ปี ที่นั่งรถเข็นมาจาก จ.ชุมพร ได้กล่าวว่า ตั้งใจมาร่วมงานนี้ โดยเดินทางมาพักที่บ้านญาติใน กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อ 2 วันก่อน และหากวันนี้ไม่มีใครพามาก็จะดันรถเข็นมาคนเดียว เนื่องจากตนปลาบปลื้มใจกับงานนี้มากและกราบไหว้ในหลวงอยู่ทุกวัน และวันนี้แม้ว่าจะไม่สามารถเข้าไปใกล้บริเวณที่เห็นพระองค์ได้ชัด แต่ ก็รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในงาน ทั้งยังตื้นตันที่เห็นคนไทยมารวมใจกันมากขนาดนี้และขอให้พระองค์มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน และให้คนไทยทำเพื่อในหลวงท่าน
ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้เข้าเฝ้าฯ
ขณะที่ คุณยายวิไล พุ่มพวง วัย 72 ปี จาก จ.เพชรบุรี ที่พยายามจะเบียดเสียดกับผู้คนเข้าไปในพื้นที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า แต่เนื่องจากมีคนจำนวนมาก จึงเข้าไปไม่ได้ จำต้องนั่งอยู่ที่บริเวณสะพานมัฆวานฯ และลุกขึ้นยืนยกสองมือพนมน้ำตาไหลอาบแก้มเปล่งคำถวายพระพรว่าทรงพระเจริญ ขณะที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่สุด ตนอายุมากแล้วคงจะหาโอกาสที่จะมาเข้าเฝ้าฯถวายพระพรแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว จึงขอให้ หลานพานั่งรถทัวร์มารอถวายพระพร อยากจะเข้าไปใกล้ๆ แต่เข้าไม่ได้ต้องดูจากจอทีวีที่ตั้งให้ดูบนสะพาน ถ้าอยู่ บ้านก็ดูในทีวีได้ แต่ความรู้สึกไม่เหมือนกัน รู้สึกดีใจที่ได้เห็นท่าน
เช่นเดียวกับ นางกุ เคนบิน ชนเผ่ากะเหรี่ยง บ้านทุ่งแฝด อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี กล่าวว่า เดินทางมาพร้อมกับชาวบ้านในอำเภอสวนผึ้ง ได้แก่บ้านทุ่งแฝด ท่ามะขาม ห้วยม่วง ถ้ำหิน บ้านกล้วย จำนวนกว่า 100 คน มาถึงตั้งแต่เวลา 03.00 น. เพื่อมาจองที่นั่งที่ใกล้ๆ เนื่องจากกลัวว่าที่นั่งเต็ม ซึ่งการมาร่วมงานครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นความใฝ่ฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้มีโอกาสพบพระองค์ จริงกับตา เพราะที่ผ่านมาเห็นแต่ในโทรทัศน์ จึงรู้สึกว่าตนเองมีบุญ และดีใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งชาวกะเหรี่ยงมีความเคารพในหลวง เปรียบเสมือนพ่อของพวกเรา ถ้าไม่มีในหลวงประเทศก็อยู่ไม่ได้
สวมเสื้อสีอื่นก็แสดงความภักดีได้
ด้าน นายพงษ์สิทธิ์ คำพาลี อายุ 49 ปี ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา สวมเสื้อสีน้ำเงินมารอเฝ้ารับเสด็จ กล่าวว่า ทุกคนสวมเสื้อเหลืองเป็นการแสดงความจงรักภักดี ตนก็อยากจะสวมสีเหลืองเหมือนกันแต่ไม่มี จะซื้อก็ตัวละหลายร้อยบาท เงินมีน้อยและมีความจำเป็นต้องเก็บไว้ใช้จ่าย คิดเอาเองว่าแม้ตัวเองจะไม่มีเสื้อเหลืองเหมือนคนอื่น แต่ก็มีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับทุกคนที่มารอเฝ้าฯถวายพระพรในหลวงที่ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ และทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน สำหรับตนได้ทำความดีถวายในหลวงด้วยการเลิกเหล้า และจะขอทำดีเพื่อในหลวงต่อไป
ต่างชาติสุขใจได้ร่วมงานมหามงคล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าที่เดินทางมาเข้าเฝ้าฯในครั้งนี้แล้ว ก็ยังมีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อย เดินทางเข้ามาร่วมงานและรู้สึกทึ่งกับการแสดงออกของคนไทยในครั้งนี้ โดยนายโบกี้ รอลแรน ชาวเดนมาร์ก วัย 64 ปี ที่เดินทางมาพร้อม ภรรยาชาวไทย กล่าวว่า รู้สึกมีความสุข ในฐานะชาวต่างชาติที่มาเมืองไทยบ่อยๆ มีความสุขใจที่ได้มาร่วมในงานครั้งนี้ พระเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ที่ตนชื่นชมมาก เพราะท่านทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาโดยตลอด จึงรู้สึกภาคภูมิใจแทนคนไทยจริงๆ ที่มีประมุขของประเทศที่เสียสละมากขนาดนี้ เช่นเดียวกับ นายแอนเดอร์ส โอลส์เซน ชาวสวีเดน ที่อยู่เมืองไทยมากว่า 13 ปี กล่าวว่า ตั้งใจจะมาร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมกับคนไทย ในความรู้สึก ของตนที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ก็คิดว่าพระองค์ทรงเป็นตัวแทนถึงสิ่งดีงามที่มีอยู่ในเมืองไทย เป็นสัญลักษณ์ที่สง่างาม และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยทุกคน จากที่อยู่เมืองไทยมาพอสมควร เห็นความผูกพันระหว่างคนไทยกับราชวงศ์มาตลอด รู้สึกประทับใจและน่าทึ่งอย่างมาก ยิ่งมาเห็นด้วยตาตัวเองอย่างนี้ ที่ถนนทั้งสายเป็นสีเหลือง ผู้คนต่างโห่ร้องตะโกน และมีน้ำตาให้กับในหลวง รู้สึกประทับใจมากๆ จนไม่อยากจะเชื่อว่าทุกคนมากันเพื่อสิ่งเดียวกันคือ พระมหากษัตริย์ของคนไทย
หนุ่มมาเลย์พาลูกเมียร่วมงาน
ด้าน นายเฉลิม เชง นักธุรกิจชาวมาเลเซีย วัย 52 ปี ที่พาครอบครัวเดินทางมา กทม. เพื่อมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ก็กล่าวว่า ตนมีคุณย่าเป็นคนไทย แต่ถึงแม้จะเกิดและเติบโตในมาเลเซีย ก็สนใจวัฒนธรรมไทยและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่เสมอ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในมาเลเซียว่า ไทยกำลังมีการฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จึงไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะพาครอบครัวมาร่วมงานด้วย นอกจากนี้ ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญมากที่สมาชิกในครอบครัวของตน 2 คนมีบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าอยู่หัวของไทย นั่นคือ นางลิม โซว เยน ภรรยา วัย 51 ปี เกิดวันที่ 5 ธ.ค. อันเป็นวันพระราชสมภพของพระเจ้าอยู่หัวของไทย และน.ส.ฮาวานา เชง บุตรสาววัย 25 ปี เกิดวันที่ 9 มิ.ย. ตรงกับวันที่พระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ ซึ่งตนเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา และรู้สึกภาคภูมิใจมาก และปรารถนาให้พระมหากษัตริย์ของไทยมีพระพลานามัยสมบูรณ์และทรงพระเกษมสำราญ และอยากเห็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับมาเลเซียตลอดไป
สารพัดของที่ระลึกขายเกร่อ
อย่างไรก็ดี หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯกลับแล้ว ประชาชนก็ทยอยเดินทางกลับ บางส่วนก็มุ่งหน้ามายังพระบรมมหาราชวัง เพื่อร่วมลงนามถวายพระพรในสมุดลงนามที่ทางการจัดไว้ให้ โดยระหว่างทางนั้นก็มีพวกพ่อค้าแม่ค้าได้นำของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มายืนขายเรียงราย 2 ฟากถนนราชดำเนิน ทั้งเสื้อสีเหลือง ร่ม ธง สติกเกอร์ สายรัดข้อมือ ธนบัตร-เหรียญที่ระลึกฯ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระอิริยาบถต่างๆ อาทิ สมัยทรงพระเยาว์ ฯลฯ ซึ่งมีประชาชนเข้ามาอุดหนุนซื้อหากันอุ่นหนาฝาคั่ง
เสื้อเหลืองพรึ่บเดียวเกลี้ยง
สำหรับการจำหน่ายเสื้อสีเหลืองตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ที่เป็นที่ต้องการประชาชนจำนวนมาก จนเสื้อไม่เพียงพอ กลายเป็นช่องโหว่ให้พ่อค้าฉวยโอกาสโก่งราคาขายจนแพงลิบลิ่วนั้น ในวันเดียวกัน กรมการค้าภายในได้แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการเปิดจำหน่ายเสื้อฯ จำนวน 5,000 ตัว ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนนทบุรี ในราคา 130 บาท สำหรับเสื้อคอกลม และ 200 บาท สำหรับเสื้อคอปก ปรากฏว่าไม่ทันจะเปิดขาย ก็มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศมารอซื้อเสื้อตั้งแต่เวลา 24.00 น. ของวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา จนเกินจำนวนเสื้อที่จะจำหน่าย ทำให้ต้องแจกบัตรคิว แต่เนื่องจากระบบจัดการไม่ดีพอ ทำให้การจำหน่ายเสื้อเกิดความขลุกขลักและล่าช้า สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างมากและบางรายก็ถอดใจยอมเดินทางกลับมือเปล่า ทั้งนี้ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า คาดไม่ถึงว่าประชาชนยังให้ความสนใจซื้ออย่างเนืองแน่น ทำให้คน มารอซื้อเสื้อไม่พอใจอยู่บ้าง ประกอบกับเจ้าหน้าที่กรมการค้าภายในไม่ได้เป็นพนักงานขาย จึงทำให้เกิดความล่าช้า และการที่เสื้อมีไม่พอจำหน่ายในครั้งนี้ กระทรวงจะเร่งดำเนินการเพื่อหาเสื้อจากผู้ผลิตและนำมาจำหน่ายให้กับประชาชนในครั้งต่อไป
แบงก์ที่ระลึกก็แทบไม่เหลือ
เช่นเดียวกับธนบัตรที่ระลึกงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดทำจำนวน 9,999,999 ฉบับ และเปิดให้แลกซื้อได้ตั้งแต่ 08.30 น. วานนี้ ตามสาขาของ ธปท. ทั่วประเทศ และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ปรากฏว่ามีประชาชนแห่มาแลกซื้อกันอย่างหนาแน่นและต่อเนื่อง ทำให้จนถึงปิดรับแลกซื้อในเวลา 15.30 น. ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ทั้งใน กทม.และปริมณฑล ต่างก็จำหน่ายธนบัตรที่ระลึกตามโควตาที่ได้รับจนหมดเกลี้ยง และคาดว่าจะเหลือธนบัตรที่ระลึกฯ จำนวนไม่มาก เฉพาะสาขาในต่างจังหวัด
แม่เฒ่าซาบซึ้งน้ำตาไหล
ส่วนในต่างจังหวัด พสกนิกรทั่วประเทศก็ได้ร่วมฉลองในวโรกาสครองราชย์ 60 ปี อย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศโดยที่ จ.นนทบุรี นายวิเชียร พุฒิวิญญู รอง ผวจ.นนทบุรี ได้นำเหล่าข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนชาวนนทบุรีกว่า 2 พันคน ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 69 รูป และร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล โดยมีพระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว แสดงพระธรรมเทศนา ส่วน จ.นครราชสีมา นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ ผวจ.นครราชสีมา ร่วมกับนักการเมือง ข้าราชการ ประชาชนทุกหมู่เหล่า กว่า 500 คน ร่วมกันตักบาตรพระสงฆ์ สามเณร 161 รูป พร้อมลงนามถวายพระพรและจัดนิทรรศการภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในอิริยาบถต่างๆกว่า 100 ภาพ บริเวณรอบอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ขณะเดียวกัน มีนางบุญช่วย ร่วมสมุห์ อายุ 71 ปี อยู่บ้านเลขที่ 116 ซ.กิ่งสวายเรียง ชุมชนสวายเรียง อ.เมืองนครราชสีมา นั่งต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ภาพพระราชกรณียกิจแล้วก้มลงกราบ นั่งพนมมือ พร้อมกล่าวถวายพระพรว่า ฉันขอกราบถวายพระพรให้พระองค์ทรงมีอายุมั่นขวัญยืนอยู่กับปวงชนชาวไทยตราบนานแสนนาน เมื่อกล่าวจบ นางบุญช่วยนั่งนิ่งน้ำตาไหลจ้องพระบรมฉายาลักษณ์ด้วยความปลาบปลื้ม
ทำบุญแล้วบริจาคโลหิต
ที่ จ.เชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่แต่งกายด้วยเสื้อเหลืองไปร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 999 รูป ณ สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยมีนายสุวัฒน์ ตันติพัฒน์ ผวจ.เชียงใหม่ และนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ นำประชาชนชาวเชียงใหม่ ร่วมพิธีกล่าวถวายพระพร ส่วนที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะแพทย์ พยาบาล และนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดบริการตรวจรักษาโรคให้ประชาชนพร้อมรับบริจาคโลหิต ซึ่งมีผู้บริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลจำนวนมาก
พุทธ-มุสลิมร่วมถวายพระพร
สำหรับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิมต่างร่วมพิธีถวายพระพรอย่างล้นหลามโดยนายอับดุลเราะเแม เจะแซ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา ได้นำพสกนิกรชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามร่วมพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคลพร้อมใจกันทำพิธีขอดูอาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วน จ.นราธิวาส นายประชา เตรัตน์ ผวจ.นราธิวาส เป็นประธาน นำพสกนิกร 5,000 คน ทำพิธีเทิดพระเกียรติ ณ สวนกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมยิงสลุตหลวง 21 นัด ช่วงเย็นวันเดียวกันมีพิธีทางศาสนาทั้งศาสนาพุทธ อิสลาม และคริสต์ ร่วมกันทำพิธีสวดชัยมงคลคาถาถวายพระพร และร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพรรวมที่ จ.ปัตตานีด้วย
ยิงสลุต 9 นัดบนเรือหลวง
ที่ จ.สงขลา ทหาร 3 เหล่าทัพยิงสลุต 21 นัดพร้อมพิธีปล่อยสัตว์น้ำลงสู่แหล่งธรรมชาติที่ อ.คลองหอยโข่ง 1 ล้าน 999 ตัว เช่นเดียวกับที่ จ.ภูเก็ต กองเรือภาคที่ 3 ยิงสลุต 9 นัด บนเรือหลวงเจ้าพระยา บริเวณอ่าวหน้ากองบัญชาการกองทัพเรือภาคที่ 3 นอกจากนี้ที่ จ.จันทบุรี
นายทองพูน กิ่งนาค ผอ.วิทยาลัยสารพัดช่างจันทบุรีพร้อมคณะครูอาจารย์ได้นำโคชื่อ บุญเลิศ ที่หนีออกมาจากโรงฆ่าสัตว์และขอไถ่ชีวิตซื้อมาถวายให้แก่เจ้าอาวาสวัดทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน เพื่อเป็นพระราชกุศลด้วย
ประมุข-ผู้นำทั่วโลกร่วมส่งสาส์น
นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งว่า ประมุขและผู้นำจากประเทศต่างๆได้ส่งพระ ราชสาส์น และสาส์นถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาส 60 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติ โดยขอให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ และอยู่เป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทย อาทิ สมเด็จพระสันตะปาปา สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรเนปาล พล.อ.เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน นายเอส.อาร์.นาธาน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสิงคโปร์ นายโรห์ มูเฮียน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีใต้ นางกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายคิม ยอง นาม ประธานสภา บริหารสูงสุด สภาประชาชนสูงสุด สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนเกาหลี นายเลค คาวินสกี ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐโปแลนด์ และนายบิเซนเต ฟอกซ์ เกซาดา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐเม็กซิโก
ร่วมตั้งจิตภาวนาถวายในหลวง
สำหรับกิจกรรมในช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นมา ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีประชาชนจำนวนมากมารอชมกระบวนเรือพระราชพิธี ซึ่งเป็นรอบซ้อมใหญ่ ที่ริม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในจุดที่เปิดให้เข้าชมอย่างเนืองแน่น ขณะเดียวกันก็มีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งเดินทางเข้ามาร่วมพิธีทางศาสนาที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง มีการจัดงานกันมาตั้งแต่เช้า โดยกรมการศาสนานิมนต์ พระสงฆ์ 1,200 รูป มาประกอบพิธีเจริญจิตภาวนานาน 9 นาที เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ต่อด้วยผู้นำศาสนาต่างๆ ทั้งคริสต์ อิสลาม ฮินดู ฯลฯ ร่วมสวดมนต์ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วตามด้วยพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยในเวลา 19.19 น. ยิ่งค่ำ ปรากฏว่ายิ่งมีคลื่นมหาชนหลั่งไหลเข้ามาภายในมณฑลพิธีท้องสนามหลวง จนล้นทะลักออกไปยังถนนโดยรอบ
เทียนนับล้านสว่างไสวทั่วประเทศ
ทั้งนี้ ในเวลาดังกล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พสกนิกรทั่วประเทศไทยได้พร้อมใจกันจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีมหาราชา เช่นเดียวกับที่ท้องสนามหลวง มีการจัดปะรำพิธีอย่างยิ่งใหญ่ มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานถวายเครื่องราชสักการะ และจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีคุณหญิงพจมาน ภริยานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี และคู่สมรส ข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน พ่อค้าประชาชนมาร่วมพิธีกันอย่างล้นหลามเต็มบริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดกรวยถวายเครื่องราชสักการะจุดเทียนชัย และกล่าวนำประชาชนถวายราชสดุดีถวายพระพรชัยมงคลแล้ว ได้นำร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีมหาราชา 2 จบ ก่อนที่จะตะโกนไชโยๆพร้อมกัน 3 ครั้ง ดังลั่นไปทั่วท้องสนามหลวง และบริเวณใกล้เคียง รวมถึงถนนราชดำเนินที่มีการปิดไฟชั่วคราว แต่ก็ยังสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนนับแสนดวงของพสกนิกรมาร่วมแสดงความจงรักภักดี
พลุระเบิดสนั่นจ่า ทร.เจ็บขาขาด
อย่างไรก็ตาม หลังจากสิ้นเสียงเพลงสดุดีมหาราชาแล้วตามด้วยการแสดงพลุเฉลิมพระเกียรติ ที่จุดขึ้นกลางท้องสนามหลวง และที่ลานจอดรถสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ระหว่างที่ประชาชนกำลังเพลิดเพลินอยู่กับความสวยงามของพลุนั้น ได้เกิดเหตุไม่คาดฝันกับเจ้าหน้าที่กองวิเคราะห์และผลิต กองสรรพาวุธทหารเรือ ที่กำลังจุดพลุอยู่ที่บริเวณลานจอดรถหน้ากองสลากกินแบ่งรัฐบาล เมื่อได้เกิดอุบัติเหตุพลุระเบิดขึ้นมา 1 นัด ทำให้ จ.อ.จิรวัฒน์ สายตระกูล อายุ 40 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาตั้งแต่หัวเข่าลงมาขาด ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้รีบนำส่งโรงพยาบาลหัวเฉียว ซึ่งเบื้องต้นแพทย์ได้ช่วยชีวิตด้วยการตัดขาบริเวณเหนือหัวเข่าทิ้งทันที ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนของ ร.ต.ท.จีรศักดิ์ จันทรานิทัศน์ พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม
อลังการงานพลุเฉลิมพระเกียรติ
ขณะเดียวกัน ภายในสวนเบญจกิตติ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็เนืองแน่นไปด้วยประชาชนสวมเสื้อเหลืองที่หอบลูกจูงหลานมาร่วมในพิธีจุดเทียนร่วมถวายพระพรชัยมงคล โดยมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ราตรีสดุดีพระบารมีเกริกฟ้า และนำข้าราชการและประชาชนกล่าวสดุดีต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมถวายเครื่องราชสักการะ จากนั้นมีการจุดเทียนชัยและร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีมหาราชา แล้วตามด้วยการแสดงพลุจากประเทศจีน จำนวนกว่า 1 หมื่นนัด ประกอบการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ของวงดุริยางค์วงใหญ่ พร้อมฉายภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชกรณียกิจต่างๆ ผ่านจอม่านน้ำ ซึ่งพลุมีความงดงามตระการตา สร้างความ ตื่นตาตื่นใจให้ผู้ร่วมงานได้อย่างมาก
สื่อเทศตีข่าวช่วงเวลาประวัติศาสตร์
สำหรับงานมหามงคลของปวงชนชาวไทยในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศ ร่วมรายงานเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์ของไทย เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เผยแพร่ไปทั่วโลก โดยสำนักข่าวทั้งเอเอฟพี เอพีและรอยเตอร์ รายงานว่าคลื่นมหาชนประมาณ 1 ล้านคน รอเฝ้ารับเสด็จและถวายพระพร ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า จนล้นทะลักเลยเข้ามาในถนนราชดำเนินเป็นระยะทางกว่า 2 กม. และยังรายงานว่าพระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย อันเนื่องมาจากพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ทรงมีต่อคนไทย ซึ่งประชาชนทั่วประเทศได้พร้อมใจกันสวมเสื้อเหลืองถวายพระพร ไม่เว้นแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าริมถนนไปจนถึงพนักงานบริษัท
ในหลวงให้สามัคคีฝ่าวิกฤติการเมือง
สำนักข่าวต่างประเทศยังรายงานด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรให้รักษาคุณธรรมและมีความสามัคคีกันในชาติ เพื่อให้ประเทศชาติเจริญและคงอยู่ไปตลอดรอดฝัง หลังเกิดวิกฤติทางการเมืองนานนับเดือน ซึ่งประชาชนปลาบปลื้มจนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาและโห่ร้องถวายพระพรว่า ทรงพระเจริญ ผู้สื่อข่าวจากต่างประเทศได้สัมภาษณ์ ประชาชนที่มารอรับเสด็จ ซึ่งต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ายินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ดังกล่าว
ตร.ขอคนไทยร่วมดูแลความปลอดภัย
ด้านการรักษาความปลอดภัยและการจราจรนับจากนี้ ซึ่งจะมีประมุขและผู้นำจากประเทศต่างๆ ทยอยเดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีนั้น ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. ได้มีการประชุมเตรียมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ตำรวจมีความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยและการจราจร เป็นอย่างมาก ตั้งแต่การเดินทางไปยังโรงแรมที่ประทับและเข้าร่วมพระราชพิธี ด้าน พล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ประเมิน จำนวนประชาชนที่มาเข้าเฝ้าฯรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ประมาณ 8 แสนคน ต้องเรียกว่าเป็นคลื่นมหาชน ส่วนงานรักษาความปลอดภัยได้เตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3-4 หมื่นนาย มีการฝึกซ้อมเตรียมความพร้อม ส่วนประกอบที่สำคัญในการรักษาความปลอดภัยนั้น คือความร่วมมือจากประชาชน คอยเป็นหู เป็นตาแจ้งเบาะแสกับตำรวจ |